construction phuket

ก่อสร้าง ภูเก็ต

วัสดุมุงหลังคา นั้นมาหลากหลาย และคุณสมบัติที่แตกต่าง

วัสดุมุงหลังคา ที่มีในบ้านเรามีให้เลือกหลากหลายประเภท ซึ่ง มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ที่นิยมใช้กันมายาวนานก็น่าจะเป็น “กระเบื้องคอนกรีต” หรือที่เรียกติดปากกันว่ากระเบื้องโมเนีย รวมถึงกระเบื้องลอนคู่ ซึ่งเมื่อก่อนจะเป็นวัสดุซีเมนต์ใยหิน แต่ปัจจุบันผู้ผลิตส่วนใหญ่หันมาใช้วัสดุที่เรียกว่า “ไฟเบอร์ซีเมนต์” แทน ด้วยเหตุผลเรื่องสารก่อมะเร็งของใยหินในกระเบื้องรุ่นเดิมอย่างไรก็ตามยังมีวัสดุมุงหลังคาชนิดอื่นอีกมากมายให้เลือกใช้ให้เหมาะกับทุกสไตล์บ้าน และไลฟสไตล์ของทุกคน

กระเบื้องหลังคาคอนกรีต

กระเบื้องหลังคาคอนกรีตมีจุดเด่นในเรื่องของเนื้อวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน มีปัญหารั่วซึมน้อย อย่างไรก็ตาม ในบรรดาประเภทวัสดุมุงหลังคาที่มีอยู่ อาจถือได้ว่ากระเบื้องคอนกรีตเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก การเตรียมโครงสร้างหลังคาให้แข็งแรงพอเพื่อรองรับผืนกระเบื้องจึงเป็นเรื่องสำคัญรวมถึงคุณสมบัติเรื่องการสะสมความร้อนได้ดีของคอนกรีตก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน จึงควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติม หรือเลือกใช้ “ระบบหลังคาเย็น” ที่ผู้ผลิตบางรายคิดค้นขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาการสะสมความร้อนใต้หลังคาเพิ่มเติม นอกจากนี้ ผิวสัมผัสของกระเบื้องคอนกรีตที่ค่อนข้างหยาบ อาจทำให้ฝุ่นผงละเอียดเกาะติดได้ง่าย รวมถึงอายุการใช้งานของสีเคลือบหลังคาที่มีระยะเวลาจำกัด ส่งผลให้กระเบื้องหลังคาดูหมองได้ในระยะยาว ทั้งนี้สามารถทำความสะอาด หรือทาสีสำหรับทากระเบื้องหลังคาโดยเฉพาะทับใหม่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกระเบื้องใหม่

กระเบื้องหลังคาเซรามิก

กระเบื้องหลังคาเซรามิก เป็นอีกหนึ่งวัสดุที่ได้รับความนิยมมาก ด้วยการผลิตจากดินพิเศษนำมาอัดขึ้นรูปเคลือบสี ทำให้เนื้อกระเบื้องมีความแข็งแกร่ง โดยเนื้อกระเบื้องที่ได้จะเป็นสีเนื้ออ่อน ส่วนผิวด้านบนที่เคลือบสีจะมี 2 ลักษณะคือ มันเงา และกึ่งเงา ทำให้ช่วยในการชลอการซีดจาง รูปแบบแผ่นกระเบื้องก็มีให้เลือกทั้ง “แบบลอนมาตรฐาน” และ “แบบลอนเว้า” ที่เข้ากับบ้านสไตล์คลาสสิกหรูหรา และบ้านสไตล์ Contemporary รวมถึง “แบบแผ่นเรียบ” ที่เหมาะกับบ้านในสไตล์โมเดิร์น

คุณสมบัติที่เด่นชัดของเซรามิก คือการป้องกันความร้อนได้สูงกว่ากระเบื้องชนิดอื่น ไม่อมความร้อน ความร้อนใต้แผ่นกระเบื้องที่อุณหภูมิจากภายนอกเท่ากันจึงมีน้อยกว่ากระเบื้องชนิดอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสีของกระเบื้องหลังคาด้วย นอกจากนี้กระเบื้องหลังคาเซรามิกยังมีน้ำหนักค่อนข้างเบา เมื่อเทียบกับกระเบื้องหลังคาคอนกรีตที่มีรูปลอนเดียวกัน ทำให้ประหยัดโครงสร้างที่รับหลังคาลง สีที่เคลือบจะมีความคงทนสูง ไม่ซีดจาง รวมถึงลักษณะของผิวที่เรียบมันจึงช่วยลดการเกาะของฝุ่น และสามารถชะล้างสิ่งสกปรกออกได้ง่ายเมื่อถูกน้ำฝน ทำให้กระเบื้องเงางามเหมือนใหม่อยู่เสมอ สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการเปลี่ยนจากกระเบื้องหลังคาคอนกรีตแบบลอนเป็นกระเบื้องหลังคาเซรามิกที่มีรูปทรง ขนาด และลักษณะลอนเดียวกัน สามารถทำได้ทันที เพราะมีระยะแปเท่ากัน รวมถึงน้ำหนักที่เบากว่าของกระเบื้องหลังคาเซรามิก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างที่รับหลังคา ทั้งนี้อาจต้องเตรียมงบประมาณในการปรับปรุงเพิ่มเติมพอสมควร

กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์

เป็นวัสดุที่ผลิตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ผสมกับเส้นใยสังเคราะห์ เป็นการพัฒนามาจากแผ่นซีเมนต์ใยหิน โดยเปลี่ยนส่วนผสมจากเส้นใยหินมาเป็นเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งมีข้อดีในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดสารพิษ ป้องกันความร้อนได้ดี มีความยืดหยุ่นตัว และมีความเหนียวมากกว่า ลักษณะของแผ่นกระเบื้องจึงทำได้ค่อนข้างบาง และมีน้ำหนักเบา รูปแบบแผ่นกระเบื้องก็มีหลากหลายตามแต่ละสไตล์บ้าน ทั้งแบบรูปลอนอย่างที่เรียกกันคุ้นปากว่า “กระเบื้องลอนคู่” ซึ่งมีขนาดต่อแผ่นยาว 1.20 – 1.80 ม. ทำให้ประหยัดจำนวนแปรวมถึงโครงสร้างรับหลังคา งบประมาณโดยรวมในการมุงหลังคาลอนคู่จึงค่อนข้างประหยัด เราจึงมักพบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะตามต่างจังหวัด และส่วนต่อเติมบ้านในเมือง

ในปัจจุบันมีการผลิตกระเบื้องแบบลอนคลื่นที่มีขนาดเล็ก และสั้นกว่ากระเบื้องลอนคู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อมุงเสร็จแล้วจะทำให้ได้บ้านที่ดูดีมีสไตล์ไม่แพ้บ้านที่มุงกระเบื้องคอนกรีตเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็มีกระเบื้องแบบแผ่นทั้ง “แผ่นเรียบสี่เหลี่ยม” และ “กระเบื้องหางว่าว” ซึ่งด้วยรูปแบบแผ่นกระเบื้องที่ดูบางกว่าทำให้หลังคาโดยรวมดูโมเดิร์นกว่ากระเบื้องชนิดอื่นที่มีความหนา รวมถึง “กระเบื้องลายไม้” ที่ให้อารมณ์ของบ้านมุงกระเบื้องไม้ในสมัยก่อนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กระเบื้องแบบแผ่นเรียบมีระยะมุงซ้อนทับกันค่อนข้างมาก ทำให้มีระยะแปค่อนข้างถี่ตามไปด้วย จึงทำให้ผืนหลังคาหนาแน่น แข็งแรง แต่ก็ต้องเตรียมงบประมาณมากขึ้นในส่วนนี้เช่นกัน

​กระเบื้องดินเผา

กระเบื้องดินเผาเป็นวัสดุที่เราพบเห็นได้ทั่วไป มีสีสันอ่อนเข้มตามลักษณะการเผา มีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง แต่สำหรับกระเบื้องหลังคาดินเผาซึ่งมีคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวมาไม่แตกต่างกัน เพียงแต่กระบวนการผลิตที่เริ่มตั้งแต่การขึ้นโมล (Mole) ทำให้ได้เนื้อดินอัดแน่นสูง การเคลือบสีแบบพิเศษทำให้ได้ผิวแบบกึ่งด้านที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของดินเผา มีคุณสมบัติที่ช่วยลดการสะสมฝุ่นและสามารถชะล้างสิ่งสกปรกออกได้ด้วยน้ำฝน ไปจนถึงการเผาที่อุณหภูมิสูงเช่นเดียวกับกระเบื้องเซรามิก ส่งผลให้กระเบื้องดินเผามีความแข็งแกร่งกว่างานดินเผาทั่วไปมาก หากเทียบกับกระเบื้องหลังคาเซรามิกซึ่งถือได้ว่ามีวัสดุตั้งต้นชนิดเดียวกัน กระเบื้องดินเผามีคุณสมบัติโดยทั่วไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งในเรื่องน้ำหนักที่เบากว่ากระเบื้องคอนกรีต และมีการนำพาความร้อนต่ำ แต่สิ่งที่ต่างกันคือเรื่องของรูปแบบและรูปทรงของกระเบื้องดินเผาที่มีลักษณะเป็นลอนโค้งสูง ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติเรื่องการระบายความร้อนใต้หลังคาได้ดี และด้วยสีสันที่ไม่สม่ำเสมอจึงตอบโจทย์บ้านสไตล์ตะวันตกที่แฝงกลิ่นอายเมดิเตอเรนียนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การเตรียมงบประมาณสำหรับกระเบื้องหลังคาดินเผา จะประหยัดกว่ากระเบื้องเซรามิกพอสมควร สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงสำหรับกระเบื้องดินเผาแบบขึ้นโมล ซึ่งมีหนึ่งลอนคว่ำและหนึ่งท้องลอนต่อกระเบื้องหนึ่งแผ่น แตกต่างจากกระเบื้องรูปแบบทั่วไปที่มักมีหลายลอนในแผ่นเดียวกัน โดยเฉพาะหากต้องมุงหลังคาทรงจั่ว จำเป็นต้องคำนวณความกว้างของผืนหลังคาให้พอดีกับจำนวนแผ่นกระเบื้องและกระเบื้องชิ้นจบ ที่ต้องเป็นลอนยกเสมอก่อนติดตั้งแผ่นครอบข้างหลังคา

วัสดุมุงตามธรรมชาติ

ได้แก่ แป้นเกล็ดไม้สัก ซึ่งใช้กับอาคารทางภาคเหนือ ลักษณะเป็นไม้แผ่นบาง ขนาดใกล้เคียงกับกระเบื้องดินเผา ใช้กับระแนง 1″x1″เช่นกัน แต่ปัจจุบันไม่มีการทำขึ้นมาอีก เพราะอายุการใช้งานจำกัด รั่วง่าย ไม่ทนไฟ และราคาแพงมาก

หลายโรงงาน ไม่ว่าจะเป็น เอสซีจี โดยกระเบื้องไอยร่า หรือ มหพันธ์ จึงคิดค้นกระเบื้องเลียนแบบแป้นเกล็ดนี้ขึ้นมา ด้วยการทำสีเลียนธรรมชาติ แต่วัสดุที่ใช้ เป็นวัสดุประเภทไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งมีตัวแผ่นบาง และน้ำหนักเบา ขึ้นรูปคล้ายแป้นเกล็ดได้จริง

สังกะสี

เป็นวัสดุที่มีราคาถูก น้ำหนักเบา ลักษณะเป็นแผ่น มีหลายขนาด และจำหน่ายเป็นฟุต ราคาต่อฟุตแตกต่างกันตามสี และชั้นคุณภาพของสังกะสี ปัจจุบัน สังกะสีตราสามดาว เป็นสังกะสีตราเดียวที่ได้รับมาตรฐาน มอก. ด้วยคุณสมบัติน้ำหนักเบาจึงช่วยประหยัดโครงสร้าง ติดตั้งรื้อถอนได้ง่ายและเร็ว ไม่แตกหัก

การเลือกใช้สังกะสี จะช่วยให้ประหยัดโครงสร้างหลังคา แต่มีข้อเสียคือ เป็นตัวนำความร้อนสูงมาก ทำให้กระจายความร้อนมาสู่อาคารได้อย่างรวดเร็ว เป็นสนิมง่าย ทำให้เกิดรูรั่ว และส่งผลให้มีอายุการใช้งานจำกัด และด้วยความที่ตัวแผ่น มีน้ำหนักเบามาก ถ้าไม่มีฝ้าเพดานจะทำให้เกิดความเสียหายได้มาก เวลาเกิดลมพายุแรงๆ หลังคาอาจจะปลิวหรือฉีกขาดได้ง่าย และ เกิดเสียงดังมากในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก อาจป

เมทัลชีท

จากข้อดีข้อด้อยของหลังคาสังกะสี จึงมีบริษัทที่คิดนำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยเสริมจุดเด่นขึ้น และลดจุดด้อยลง ทำให้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง แต่ส่วนมาก จะใช้กับอาคารประเภทโกดังสินค้า โรงงาน สถานีบริการน้ำมัน โรงจอดรถ ฯลฯ

เนื่องจากอาคารดังกล่าว มักมีช่วงกว้างตั้งแต่ 10-30ม. และไม่มีเสาอยู่ระหว่างกลาง การออกแบบโครงสร้างหลังคา จึงต้องพยายามหาวัสดุหลังคาที่เบาที่สุด ซึ่งสังกะสีก็เป็นวัสดุที่เบาอยู่แล้ว จึงนำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยการผสมโลหะอื่นที่ช่วยลดปัญหาการเกิดสนิม เช่น อลูมินั่ม รวมทั้งใช้วิธีการเคลือบ และ อบ สี ทำให้ช่วยลดการกัดกร่อนและช่วยสะท้อนความร้อนออกไปได้ดี ทำให้อาคารไม่ร้อนมากเหมือนเก่า

วัสดุมุงหลังคา นั้นมีหลากหลาย เราจึงควรศึกษาข้อมูลให้มากเพื่อจะได้มีบ้านที่ดี และตรงกับความต้องการของคุณ


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

หลังคาแต่ละแบบ มีประโยชน์ที่แตกต่างกัน และสร้างความแตกต่างให้กับ บ้าน

หลังคา ถือเป็นโครงสร้างหลัก และเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้บ้านมีเอกลักษณ์ บ่งบอกความเป็นตัวตนของเจ้าของบ้าน ซึ่งนอกจากจะมีรูปทรงที่สวยงาม สร้างความแตกต่างให้กับแบบบ้านแล้ว หลังคาแต่ละแบบ ยังมีประโยชน์ที่แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติต่างๆ เช่น การรองรับกับสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ การป้องกันและการระบายความร้อนเพื่อให้บ้านเย็นเหมาะกับการพักอาศัย ด้วยหลังคามีให้เลือกหลากหลายแบบ ตามความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิก และความต้องการของเจ้าของบ้าน รวมถึงคุณสมบัติของวัสดุที่เลือกใช้ ซึ่งสิ่งสำคัญของทุกการออกแบบที่ต้องคำนึงคือความสวยงาม ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของหลังคาที่เอื้อต่อการใช้งานสูงสุด ดังนั้นก่อนเลือกแบบบ้านมาดูกันก่อนว่า หลังคาแบบไหน เหมาะกับแบบบ้านสไตล์ใด และเข้ากับสภาพอากาศในเมืองไทยหรือไม่

1. หลังคาแบน

หลังคาแบน (Flat Slab Roof) หลังคาทรงแบนแบบเปลือย วัสดุที่นิยมใช้เป็นคอนกรีตเทหล่อในที่ เหมาะกับบ้านรูปทรงโมเดิร์น และ ทรอปิคอลโมเดิร์น ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ของหลังคาให้เกิดเป็นประโยชน์ได้ หลังคาแบนมีลักษณะแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้น แต่ต้องมีความลาดเอียงเล็กน้อยเทไปยังช่องที่เจาะเพื่อระบายน้ำฝนออกไป หรือ เทไปยังท่อระบายบนหลังคา แต่หลังคาประเภทนี้ดูดซับความร้อนและรับน้ำฝนโดยตรง จึงต้องมีการป้องกันการรั่วซึมที่ดี ซึ่งวิธีการป้องกันมักจะผสมสารกันรั่วซึมในคอนกรีตระหว่างที่เทหลังคา เมื่อคอนกรีตแห้งแล้ว ให้ทาผลิตภัณฑ์กันรั่วซึมทาทับอีกที ไม่ควรนำพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปมาทำหลังคา เพราะมีรอยต่อซึ่งอาจทำให้เกิดการรั่วซึมได้ 

ข้อดี : สร้างง่าย ประหยัดวัสดุโครงสร้างและสามารถใช้พื้นที่บนหลังคาแบนได้

ข้อควรระวัง : หลังคาทั้งผืนต้องรับความร้อนตลอดทั้งวัน และ มีความเสี่ยงในการเกิดการรั่วซึมได้มาก ระบายน้ำฝนได้ไม่ดี ควรจะผสมน้ำยากันซึม หรือควรมีวัสดุกันซึมปูทับอีกชั้นหนึ่ง

2. หลังคาเพิงหมาแหงน

หลังคาเพิงแหงน (Lean To Roof) หรือที่เราคุ้นเคยกันดีว่า หลังคาเพิงหมาแหงน (Lean To Roof) เป็นทรงหลังคาที่ได้รับความนิยมมากสมัยนี้โดยเฉพาะบ้านโมเดิร์นสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นรูปทรง ทรงเลขาคณิตที่ดูแล้วเรียบง่าย ดังนั้น หลังคาเพิงหมาแหงนจึงแสดงออกถึงความทันสมัย หลังคาเพิงหมาแหงนสังเกตุง่ายๆ คือจะมีองศาเอียงไปด้านเดียวเปรียบเสมือนหมาที่นั่งแหงนหน้าขึ้น การยกให้หลังคามีความสูงอีกด้านหนึ่งมากกว่าอีกด้านหนึ่งในลักษณะนี้ ทำให้หลังคาของตัวอาคารมีความสามารถในการระบายน้ำฝนได้ดีตามองศาของหลังคาที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ให้หลังคาเพิงหมาแหงนมีองศาความลาดเอียงมากพอ โดยองศาความลาดเอียงขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ และประเภทของแผ่นหลังคาที่นำมาใช้มุง เพื่อที่จะระบายน้ำฝนออกได้ทัน ไม่ไหลย้อนซึมกลับเข้ามา โดยวัสดุที่มักใช้ในการทำหลังแบบเพิงหมาแหงน มักใช้เป็นวัสดุที่มีขนาดยาวซึ่งทำให้รอยต่อน้อยและมีระยะซ้อนทับมาก เช่น เมทัลชีท , กระเบื้องลองคู่ , กระเบื้องหลังคาคอนกรีต ทั้งนี้การเลือกใช้วัสดุในการมุงหลังคาก็จะขึ้นอยู่กับองศาของรูปแบบหลังคาที่ต้องการ

ข้อดี : เนื่องจากโครงสร้างหลังคาไม่สลับซับซ้อนเหมือนหลังคาประเภทอื่น ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายอย่าง ตั้งแต่ประหยัดโครงสร้างอาคาร, หลังคา, ค่าแรง, เวลา, โดยรวมประหยัดเงิน 

ข้อควรระวัง : บังแดดและฝนได้ทิศทางเดียว ควรระวังเรื่ององศาความลาดเอียงหลังคาที่จะทำให้เกิดปัญหารั่วซึมในภายหลังได้

3. หลังคาปีกผีเสื้อ

หลังคาปีกผีเสื้อ (Butterfly Roof) ประกอบด้วยหลังคาเพิงหมาแหงน 2 หลัง หันด้านที่ต่ำกว่ามาชนกัน ทรงหลังคานี้ไม่ได้มีให้พบเห็นได้เยอะในประเทศไทย แต่บางทีเจ้าของบ้านหรือผู้ออกแบบนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างความสวยงาม แต่เนื่องจากตำแหน่งที่ต่ำที่สุดอยู่บริเวณกลางตัวอาคารทำให้ หลังคาแบบผีเสื้อ อาจเกิดการรั่วซึมได้สูงกว่าหลังคารูปทรงอื่น เนื่องจากน้ำฝนย่อมรวมกันตรงพื้นที่ต่ำกว่า และเพราะปริมาณน้ำฝน ที่ตกเข้ามามีปริมาณมากจากทั้งสองด้านของหลังคา ดังนั้นการติดตั้งรางน้ำฝนบริเวณกลางหลังคา ที่มีความสามารถรองรับน้ำจากหลังคาทั้งสอง จึงต้องมีการออกแบบ และดำเนินการอย่างละเอียด รางน้ำที่ถูกเลือกใช้จะต้องมีความกว้าง และลึกกว่าหลังคาทั่วไป เพื่อให้สามารถรองรับ และระบายน้ำฝนได้ทัน จึงทำให้หลังคาแบบผีเสื้อ ไม่ค่อยเหมาะกับสภาพอากาศในเมืองไทยสักเท่าไหร่ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฝนตกชุกอยู่ตลอดเวลา

ข้อดี ความสวยงามและดูแปลกตาและทำให้อาคารที่ก่อสร้างมีความเด่นสะดุดตา

ข้อควรระวัง : เป็นทรงหลังคาที่รองรับน้ำ จึงมีโอกาสสูงมากที่จะมีโอกาสรั่วซึมของน้ำ

4. หลังคาทรงหน้าจั่ว

หลังคาทรงหน้าจั่ว (Gable Roof) เป็นหลังคาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากๆ โดยเฉพาะในประเทศไทย เนื่องจากหลังคาทรงหน้าจั่ว มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา นอกเหนือจากนี้ยังเหมาะกับการปลูกสร้างบ้านทั่วไปใน ทุกพื้นที่ ทุกภูมิภาค ของประเทศ อาจเรียกได้ว่า เป็นแบบมาตรฐานที่นิยมใช้กันมาเนิ่นนาน ซึ่งหลังคาทรงหน้าจั่วนั้น ผืนหลังคามีความลาดเอียงสองด้านชนกันที่ปลายสูงสุดของหลังคา สันสูงอยู่ตรงกลาง หลังคาทรงหน้าจั่วนี้มีความสามารถในการระบายความร้อนใต้หลังคาได้ดี เนื่องจากทรงของหลังคายกสูง และมีพื้นที่ใต้หลังคามาก และด้วยคุณสมบัติของไอความร้อนที่จะลอยขึ้นสูงเสมอ ทำให้การที่มีพื้นที่ใต้หลังคามาก มีอากาศไหลเวียนเข้าในอยู่ภายใต้หลังคา และกระจายความร้อนออกตามโครงสร้างของหลังคา นอกจากจะดีในเรื่องของการระบายความร้อนใต้หลังคาด้วยตัวโครงสร้างแล้ว หลังคาทรงหน้าจั่ว ยังช่วยในการลดปัญหาของการรั่วซึมของน้ำ เนื่องจากมุมองศาของบ้าน และการลาดเอียงออกจากตัวอาคารทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน กับความลาดเอียงที่เยอะเป็นพิเศษ จึงทำให้ เมื่อฝนตกแรงของน้ำ สามารถกระจายตัวออกและไหลลงเชิงชายของหลังคาและออกจากตัวบ้านได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดี : เป็นทรงหลังคาที่ระบายความร้อนได้ดีกว่ารูปทรงอื่นๆ

ข้อควรระวัง : ฝนสาดได้หากตัวบ้านและหน้าจั่วหันผิดทิศ

5. หลังคาทรงปั้นหยา

หลังคาทรงปั้นหยา (Hip Roof) นิยมสูงในบ้านสไตล์ ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศไทย ลักษณะพิเศษของหลังคาทรงปั้นหยานั้นคือการครอบคลุมตัวหลังคาไปในทุกทิศทางของบ้าน ส่วนใหญ่ที่เราพบเห็นคือ ด้านลาดเอียงสี่ด้านขึ้นไปชนกัน โดยส่วนบนสุดของหลังคา จะเป็นจุดยอดรวมของแต่ละด้าน ด้านต่างๆ มีลักษณะเป็นทรง 3 เหลี่ยม และสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันพิงเข้าหากัน หลังคาทรงปั้นหยานั้น มีมุมลาดเอียงน้อยกว่าทรงหน้าจั่ว ข้อดีอีกอย่างของหลังคาทรงปั้นหยาคือ การมีชายคายื่นยาวออกไปในทุกทิศทาง ช่วยคุ้มแดดคุ้มฝน แต่ไม่มีด้านรับลมเหมือนหลังคาหน้าจั่ว จึงมักใช้การเพิ่มหน้าต่างรับลมใต้ชายคา หรือเว้นร่องฝ้าชายคาเพื่อให้สามารถระบายอากาศใต้หลังคาได้

ข้อดี : มีความแข็งแรงที่สุดเมื่อเทียบกับทรงหลังคาทุกแบบสามารถรับลมและฝนได้จากทุกทิศทางรวมถึงเข้ากันได้กับตัวบ้านหลากหลายสไตล์

ข้อควรระวัง : รับลมเข้ามาระบายอากาศได้ไม่ดีเท่าหลังคาแบบอื่น และ ช่างติดตั้งต้องมีความชำนาญ

6. หลังคาทรงมะนิลา

หลังคาทรงมะนิลา (Manila Roof) เป็นแบบทรงหลังคาบ้านที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างทรงปั้นหยากับทรงหน้าจั่ว และนำข้อดีของทั้งสองแบบมาประยุกต์ใช้ คือความแข็งแรง สามารถในการรับแรงปะทะจากลมแดดลมฝนจากทุกทิศทางของทรงปั้นหยา และความสามารถในการระบายความร้อนได้ดีของทรงหน้าจั่ว ด้วยความเป็นการผสมผสานระหว่างแบบหลังคาสองทรง จึงทำให้มีความซับซ้อนของทรงหลังคาและอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการรั่วซึมในช่วงรอยต่อหลังคาได้ ดังนั้นทีมทช่างที่ก่อสร้างจึงต้องมีความชำนาญอย่างดี หลังคาทรงนี้สามารถนำรวมไว้ในแบบบ้านสไตล์คันทรี่ สไตล์ร่วมสมัย สไตล์ไทยประยุกต์ซึ่งมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และสไตล์โคโลเนียลทีมีความโดดเด่นของศิลปะตะวันตกอย่างลงตัว

ข้อดี : สามารถรับลมและฝนได้จากทุกทิศทาง และระบายความร้อนได้ดี

ข้อควรระวัง : รูปทรงหลังมีความยากในการติดตั้ง และช่างติดตั้งต้องมีความชำนาญ

หลังคาแต่ละแบบ นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียของมันเอง


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

เสาเข็มสำคัญอย่างไร เสาเข็มคืออะไร เสาเข็มมีกี่แบบ ทำไมถึงต้องมี

เสาเข็มสำคัญอย่างไร ด้วยเสาเข็มถือเป็นองค์ประกอบส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของอาคาร โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายเทน้ำหนักของตัวอาคารลงสู่พื้นดิน โดยถ่ายน้ำหนักจากหลังคา ,พื้น ,คาน,เสา,ตอม่อและฐานราก ลงไปสู่ชั้นดินตามลำดับ จากบันทึกพบว่าแนวความคิดในการก่อสร้างด้วยเสาเข็ม เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 6,000 ปีก่อน ในยุคที่เรียกว่า “Swiss Lake Dwellers” ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบัน ผู้คนในยุคนั้นใช้เสาเข็มที่ทำมาจากไม้ ในการสร้างกระโจมที่พักอาศัย โดยยกระดับความสูงจากพื้นเพิ่มขั้นเพื่อป้องกันตัวเองจากสัตว์ป่า ในยุคถัดมาชาวโรมันได้ใช้เสาเข็มที่ทำมาจากไม้ และหินในการก่อสร้างจำนวนมาก อาทิเช่น ที่พักอาศัย วิหาร และสะพาน ในปี ค.ศ. 1832 กระบวนการเก็บรักษาสภาพของไม้ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในอังกฤษ โดยการฉีดสารเคมีเข้าไปในไม้ นี่เป็นช่วงเวลาที่เสาเข็มไม้ได้รับการพัฒนามากขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย หลังจากที่ใช้เสาเข็มไม้มานาน หลังยุค ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา จึงเริ่มมีการพัฒนาจากเสาเข็มไม้ เป็นเสาเข็มปูนเพิ่มมากขึ้น และเมื่อถึงยุคอุตสาหกรรม ระบบฐานรากเสาเข็มได้ถูกพัฒนาต่อยอดแตกแขนงออกมาอีกหลากหลายประเภท ตามความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีการพัฒนากระบวนการผลิตเสาเข็มที่เป็นระบบ และมีความทันสมัย มาอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

เสาเข็ม คืออะไร

เสาเข็ม (ภาษาอังกฤษ คือ Pile Foundation) คือส่วนประกอบของโครงสร้างที่อยู่ใต้สุดของอาคาร มีลักษณะเป็นท่อนฝังในดินเชื่อมต่อกับฐานราก ซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนที่อยู่ใต้ผิวดิน มีหน้าที่แบกรับน้ำหนักจากเสา และถ่ายเทน้ำหนักไปสู่เสาเข็ม จากนั้นเสาเข็มจะถ่ายน้ำหนักที่ได้รับมากระจายลงสู่ผืนดิน โดยอาศัยแรงเสียดทานระหว่างผิวของเสาเข็มกับดิน และแรงต้านทานจากปลายเข็มของชั้นดินแข็ง

เสาเข็มสำคัญอย่างไร?

เสาเข็ม เป็นส่วนที่ถือว่าสำคัญที่สุดของอาคาร ทำหน้าที่ในการค้ำยันอาคาร ถ่ายน้ำหนักของตัวบ้านลงสู่พื้นดิน ลักษณะของการรับน้ำหนักเสาเข็มมีด้วยกัน 2 ประเภท คือ การรับน้ำหนักจากตัวเสาเข็ม และการรับน้ำหนักจากชั้นดิน ซึ่งการรับน้ำหนักจากชั้นดินเป็นการใช้แรงเสียดทานของดินในการรับน้ำหนัก (Skin Friction) ร่วมกับการใช้ปลายของเสาเข็มในการรับแรงกดดันของดิน (End Bearing)

โครงสร้างแบบไหนต้องใช้เสาเข็ม?

นอกเหนือไปจากตัวบ้านแล้ว โครงสร้างบ้านส่วนที่จำเป็นต้องลงเสาเข็ม คือส่วนที่ไม่ต้องการให้ทรุดตัวเร็วเกินไป เช่น พื้นคอนกรีตรอบบ้าน ลานซักล้าง ลานจอดรถ ฯลฯ ถ้าอยากให้ทรุดตัวช้า ต้องให้วิศวกรออกแบบ ให้ตอกเสาเข็มสั้น รองรับไว้เพื่อให้ทรุดตัว ในระดับใกล้เคียงกันกับตัวบ้าน แต่หากยอมให้พื้นที่นั้นทรุดตัวพร้อมกับดินได้ ก็ไม่จำเป็นต้องลงเสาเข็มได้

กรณี ที่จำเป็นต้องให้วิศวกรคำนวณออกแบบเสาเข็มรองรับไว้ คือพื้นที่ในส่วนที่ต้องรองรับน้ำหนักมากๆ เช่น บริเวณที่วางแท็งค์น้ำบนดิน, สระว่ายน้ำ หากไม่ลงเสาเข็มรองรับไว้น้ำหนักจำนวนมหาศาล จะส่งผลให้พื้นที่นั้นทรุดลงเร็วกว่าปรกติ

สร้างบ้านใหม่ต้องใช้เสาเข็มแบบไหน ?

ถ้าเป็นบ้านสร้างใหม่ไม่เกิน 2 ชั้น มักจะใช้เสาเข็มคอนกรีตแบบเข็มตอก เพราะประหยัดที่สุด มักใช้เป็นแบบเสาเข็มหน้าตัดรูปตัวไอ (I) ความยาวปานกลาง ระหว่าง 12 – 16 เมตร ซึ่งเข็มระดับนี้ ส่วนใหญ่จะยังคงอาศัยแรงฝืดของดินเป็นตัวรองรับน้ำหนักอยู่ ถ้าเป็น อาคารใหญ่มากขึ้น จะต้องใช้เสาเข็มยาวขึ้น ตั้งแต่ 18 – 24 เมตร ให้ถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งโดยตรง แต่ถ้าเป็นพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้ ที่ดินมีความหนาแน่นสูง หรือมีชั้นดินแข็งที่อยู่ตื้นมาก วิศวกรอาจจะออกแบบให้เสาเข็ม ตอกลงไปเพียง 6 – 8 เมตร ก็สามารถถ่ายน้ำหนักสู่ชั้นดินแข็งได้เลย

เสาเข็มอีกประเภทที่ใช้ใน บ้านพักอาศัย ทั้งสร้างบ้านใหม่ และงานต่อเติมบ้าน คือ เข็มเจาะ ซึ่งจะเป็นเข็มเจาะระบบเล็กสามารถเคลื่อนย้ายเครื่องมือเข้าไปทำงานในพื้นที่แคบๆ ทำงานเจาะดิน หล่อเข็มได้โดยไม่สร้างแรงกระเทือน กับโครงสร้างอาคาร/ฐานรากใต้ดิน ของเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง(เทศบัญญัติในบางพื้นที่กำหนดให้ใช้ระบบเข็มเจาะกรณีที่อาคารที่สร้างใหม่ห่างจากอาคารเดิม/เพื่อนบ้านน้อยกว่า 30 เมตร)

เสาเข็มมีกี่แบบ

เสาเข็มนั้นแบ่งใหญ่ๆได้ 2แบบ คือแบบตอก และแบบเจาะ โดยแบบเจาะก็จะแบ่งย่อยได้อีก 2่ วิธี คือการเจาะแบบแห้ง และแบบเปียก

1-เสาเข็มตอก รวมถึงเสาเข็มเหล็ก เสาเข็มไม้ และเสาเข็มคอนกรีต ซึ่งในปัจจุบันเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงจะได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีราคาที่ย่อมเยาว์ ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มก่อนที่จะติดตั้งได้ และสามารถรับน้ำหนักปลอดภัยสูงสุดกว่า 200 ตันต่อต้น ทางด้านการติดตั้งมีกรรมวิธีที่หลากหลายตั้งแต่ใช้ปั้นจั่นตอกเสาเข็ม การเจาะดิน การปรับปรุงสภาพดินบริเวณปลายเสาเข็ม ไปจนถึงการกดเสาเข็มซึ่งสามารถลดมลภาวะเสียงและแรงสั่นสะเทือนได้สมบูรณ์แบบ ความเหมาะสมของวิธีที่ใช้ในการติดตั้งเสาเข็มขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ ความจำเป็น และกฎหมายที่บังคับในพื้นที่นั้นๆ ภายหลังการติดตั้งวิศวกรนิยมเลือกใช้การทดสอบการรับน้ำหนักของเสาเข็ม หรือการทำสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเพื่อยืนยันว่าเสาเข็มสามารถรับน้ำหนักได้ตามการคำนวน ส่วนข้อจำกัดของเสาเข็มอาจจะพบได้ในพื้นที่ที่ค่อนข้างแคบ เนื่องจากจะต้องมีการขนย้ายเสาเข็มจากโรงงานเข้าสู่หน้างาน

วิธีการตอกเสาเข็ม

ต้องใช้ปั้นจั่นในการตอกลงไปในดิน โดยช่วงสุดท้ายซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการตอกเสาเข็ม จะต้องมีการตรวจสอบการตอก 10 ครั้งสุดท้าย (Last Ten Blow) เข็มที่ตอกมีการทรุดตัวกว่าค่าที่กำหนดไว้หรือไม่ ถ้าหากทรุดตัวมากเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้แสดงว่ายังไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีพอ

ข้อเสียของเสาเข็มตอก

คืออาจจะไม่สะดวกสำหรับไซต์งานที่มีพื้นที่แคบ ๆ เนื่องจากต้องขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ไซต์งานที่อยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ได้

2-เสาเข็มเจาะแบบแห้ง เป็นเสาเข็มเจาะแบบใช้ขาตั้ง 3 ขา และใช้ลูกตุ้มกระแทกลงไปในดิน และใส่ปลอกเหล็กในหลุมเจาะเพื่อป้องกันไม่ให้ดินเข้ามาในหลุม ก่อนจะใส่เหล็กและเทคอนกรีต เหมาะกับหน้างานที่ค่อนข้างแคบ ซึ่งเสาเข็มเจาะแบบแห้งเหมาะแก่เสาเข็มที่รับน้ำหนักไม่มาก และมักจะมีข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพคอนกรีตหากการเทคอนกรีตไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

3-เสาเข็มเจาะแบบเปียก เป็นเสาเข็มที่มีเครื่องจักรเจาะหลุมลงไปในดิน และมีการเติมสารเบนโทไนท์เพื่อป้องกันน้ำผสมกับดินหรือทรายในหลุมเจาะและการพังทลายของหลุม ก่อนจะมีการใส่เหล็กและเทคอนกรีต เสาเข็มเจาะระบบเปียกมีขนาดตั้งแต่ 0.35 เมตรถึง 2.00 เมตร และสามารถน้ำหนักได้ตั้งแต่ 150 – 2,000 ตัน จึงเหมาะกับงานอาคารใหญ่ เสาเข็มชนิดนี้จะมีราคาแพงกว่าเสาเข็มชนิดอื่นเนื่องจากต้องหล่อเสาเข็มหน้างาน และมีขนาดหน้าตัดที่ใหญ่กว่าหากเปรียบเทียบการรับน้ำหนักที่เท่ากันกับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

บ้านสำเร็จรูป บ้านสำเร็จรูปแบบต่างๆ ระบบการสร้างสำเร็จรูป

ทำความเข้าใจ บ้านสำเร็จรูป ในแบบต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างบ้านใหม่ จำเป็นต้องพิจารณาถึงบ้านลักษณะ ไม่ว่าจะสร้างเองหรือโครงการ แต่ทุกแบบก็ต้องพิจารณา ถึงวิธีในการสร้างบ้านหรืออาคาร ไม่ว่าจะเริ่มสร้างเองตั้งแต่ต้น หรือแบบสำเร็จรูปมาประกอบที่หน้างาน จนถึงขั้นยกแบบสำเร็จรูปมาตั้งเลย

ด้วยขั้นตอนการสร้างที่มีทั้งสร้างเองและสำเร็จรูป วันนี้ทางเราจึงได้พาทุกคนมารู้จักกับ หนึ่งในรูปแบบการสร้างบ้านหรืออาคารที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง และช่วยประหยัดเวลา พร้อมพื้นที่ๆใช้ในการก่อสร้างบ้าน หรืออาคารต่างๆ นั้นก็คือ บ้านสำเร็จรูป หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ บ้านน็อคดาวน์ แต่บ้านสำเร็จรูปนั้นก็มีแบ่งออกมาได้อีกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบคอนกรีตสำเร็จรูป ( Precast Concrete Building Systems )
  • ระบบน็อคดาวน์ ( Knock Down Systems )
  • ระบบโมดูลาร์ ( Modular Systems )

 บ้านสำเร็จรูป ระบบคอนกรีตสำเร็จรูป ( Precast Concrete Building Systems )

ระบบคอนกรีตสำเร็จรูป จะเป็นลักษณะการ นำชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมาประกอบไม่ว่าจะเป็น เสา พื้น ผนัง โดยนำชิ้นส่วนทั้งหมด มาประกอบรวมกันที่หน้างาน โดยที่ผนังที่หล่อมาจะมีการเดินท่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า ประปา หรือการบุฉนวนกันความร้อนต่างๆ ซึ้งระบบการสร้างนี้ก็จะแบ่ง ออกมาได้อีก2แบบคือ การหล่อบนพื้นที่ก่อสร้าง(Site Cast Units) หรือ การหล่อจากโรงงาน( Plant Cast Units) โดยมากบ้านลักษณะนี้จะพบมากในโครงการหมู่บ้านต่างๆที่ มีการสร้างบ้านในลักษณะเดียวกันเป็นจำนวนมากเพราะสามารถออกแบบครั้งเดียวแล้วสามารถ ผลิตเพื่อใช้ในนำนวนที่มากได้ ทำให้โครงการและหมู่บ้านต่างๆนิยมใช้บ้านสำเร็จรูปลักษณะนี้

การหล่อบนพื้นที่ก่อสร้าง(Site Cast Units)

โดยการหล่อบนพื้นที่ก่อสร้างนั้น จะขึ้นอยู่กับหน้างาน ซึ้งอาจจะทำให้สามารถ หล่อคอนกรีตในขนาดใหญ่มากกว่า ที่จะสามารถขนส่งจากภายนอกได้ แต่การหล่อที่หน้างานนั้น ก็จะมีผลกระทบ จากสภาพอากาศ ที่จะมีผลต่อโครงสร้างของคอนกรีตที่หล่อ และการหล่อคอนกรีตแต่ละครั้ง ก็จะต้องมีวิศวกร ในการคำนวนณค่าต่างๆ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความเสียหาย ระหว่างการประกอบ บ้านลักษณะนี้จึงใช้เวลาในการสร้างนานการบ้านสำเร็จรูปแบบอื่นๆ และใช้พื้นที่ในการก่อสร้างมากกว่าแบบอื่นๆ เพราะจำเป็นต้องมีพื่นที่ สำหรับการหล่อคอนกรีต ส่วนต่างๆ แต่ถ้าพื้นที่จำกัดก็อาจทำให้การก่อสร้างล่าช้า ไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาได้

การหล่อจากโรงงาน( Plant Cast Units)

การหล่อจากโรงงานนั้น จะมีขนาดที่เล็กกว่าเนื่องจากติดปัญหาเรื่องการขนส่ง แต่แลกมาด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ระยะเวลาที่สั้นกว่า รวมถึงความเข็งแรงทนทานที่มากกว่า ซึ่งมาจากกระบวนการผลิต ที่มีการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นอุณภูมิ เครื่องมือที่ใช้ และการทำในจำนวนที่มาก ทำให้ขนาดของคอนกรีตจากโงงาน จึงมีขนาดที่เป็นมาตราฐาน และทำให้บ้านสำเร็จรูป ลักษณะจึงมีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็สามารถ สร้างในขนาดที่ใหญ่ได้ แต่มักจะเป็นลักษณะของตึกสูงมากกว่า ที่จะเป็นบ้านหรู ด้วยการผลิตชิ้นส่วนลักษณะเดียวกันในบริมาณที่มากทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

 บ้านสำเร็จรูป ระบบน็อคดาวน์ (Knock Down Systems)

บ้านระบบน็อคดาวน์ มักจะเห็นกันในขนาดที่เล็กซะเป็นส่วนใหญ่ ซึงจะใช้การประกอบชิ้นส่วนในหน้างาน หลายๆชิ้นประกอบรวมกัน หรือเป็นชิ้นงานเดียวสำเร็จ แล้วเคลื่อนย้ายมาวาง มีทั้งโครงสร้างไม้ โครงสร้างคอนกรีต หรือโครงสร้างเหล็ก แต่จะเห็นได้ส่วนมากจากตู้คอนเทนเนอร์ แค่เพียงตู้เดียว ก็สามารถเป็นบ้านขนาดเล็กได้หนึ่งหลัง หรือนำตู้หลายๆตู้มาประกอบเข้าด้วยกัน จนมีขนาดที่ใหญ่ ตั้งแต่บ้านหลังเล็ก ไปจนถึงโรงแรมขนาดหลายร้อยห้องได้เลย ด้วยลักษณะการทำงารที่รวดเร็วนี้ มาจากการก่อสร้างภายในโรงงาน และขนส่งสู่หน้างาน แล้วประกอบด้วยการขันน็อต แต่ก็สามารถเชื่อมเพื่อให้โครงสร้างมีความแข็งแรง และทนทานได้มากขึ้น ดังนั้นการสร้างด้วยระบบนี้จำทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด และมีระยะเวลาในการทำงานที่สั้นที่สุดไปด้วย บ้านสำเร็จรูปลัษณะนี้มักจะพบเห็นได้มากใน บังกะโลหรือรีสอร์ท ที่แน้นรวดเร็ว และประหยัด

 บ้านสำเร็จรูป ระบบโมดูลาร์ (Modular Systems)

เป็นระบบที่ได้รับการพัฒนามาจากระบบคอนกรีตสำเร็จรูป ( Precast Concrete Building Systems ) และระบบน็อคดาวน์ ( Knock Down Systems ) โดยมีการสร้างชิ้นส่วนต่างๆ ออกมาจากโรงงาน ภายใต้การควบคุมคุณภาพของโรงงาน ทำให้ระบบนี้สามารถสร้างบ้านระดับหรู ด้วยเวลาที่สั้นลงถึงครึ่งหนึ่ง แม้การก่อสร้างขนาดใหญ่ จะถูกจำกัดด้วยขั้นตอนการขนส่ง แต่การสร้างบ้านด้วยระบบนี้ ก็สามารถแยกโครงสร้างบ้าน ออกมาเป็นโมดูลขนาดที่เล็กลง เพื่อให้สะดวกในการขนส่ง และนำมาประกอบกันในลักษณะน็อคดาวน์ ด้วยการขันน็อต หรือการเชื่อมติดทำให้บ้านลักษณะนี้สามารถ มีขนาดที่ใหญ่ โดยบ้านลักษณะนี้มักจะพบเห็นได้มากในบ้านหรูราคาแพงตามโครงการต่างๆ เพราะสามารถออกแบบได้หลากหลาย นำโมดูลแต่ละแบบมารวมไว้ด้วยกันได้ตามแบบที่ได้วางเอาไว้

ข้อดีและข้อเสียของบ้านสำเร็จรูป

ข้อดีของบ้านสำเร็จรูป

  • ระยะเวลาก่อสร้างที่รวดเร็ว เฉพาะเวลาในการประกอบที่หน้างาน ไม่รวมขั้นตอนในการผลิตชิ้นส่วน และขนส่ง
  • ลดภาระเรื่องการออกแบบ คุณสามารถเลือกรูปแบบบ้าน ได้จากผู้ผลิต ซึ่งได้มีการออกแบบไว้ล่วงหน้า อย่างหลากหลาย
  • งบประมาณที่ควบคุมได้ ไม่บานปลาย เป็นไปตามเงื่อนไข หรือข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับผู้ผลิต
  • ระบบต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้ ไม่จะเป็นไฟฟ้า ประปา สามารถเก็บงาน และใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

ข้อเสียของบ้านสำเร็จรูป

  • ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวัสดุได้ เนื่องจากทางผู้ผลิต ได้ทำการออกแบบไว้แล้ว จำเป็นไปตามเงื่อนไขของผู้ผลิต
  • เนื่องจากการขนส่ง และขนาดของโรงงาน ในการสร้างบ้านขนาดใหญ่ จำเป็นต้องให้ชิ้นส่วนขนาดเล็กหลายชิ้นแทน การหล่อขึ้นรูปชิ้นใหญ่เพียงชิ้นเดียว
  • การต่อเติมทำได้ยาก เนื่องจากโครงสร้างได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ ให้มีขนาดพอดีกับแบบที่ได้วางเอาไว้
  • แบบ้านที่จำกัด ถึงจะออกแบบมาให้มากขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถต้องสนองความต้องการของผู้สร้างบ้านได้ทุกท่าน

พบกับความรู้เรื่องบ้านได้จาก www.construction-phuket.com