construction phuket

ก่อสร้าง ภูเก็ต

สระว่ายน้ำไฟเบอร์กลาส

สระว่ายน้ำไฟเบอร์กลาส เป็นสระว่ายน้ำสำเร็จรูปที่ผลิตโดยโรงงานอุตสาหกรรม ผลิตจากวัสดุไฟเบอร์กลาส ซึ่งเป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทานและมีโครงสร้างที่ดี และมีผิวเรียบเนียนสวยงาม

สระว่ายน้ำไฟเบอร์กลาส

สระไฟเบอร์กลาสติดตั้งได้เร็วกว่าสระอื่น การติดตั้งจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการติดตั้งและการตัดแต่งเพิ่มเติม

ข้อจำกัดของสระไฟเบอร์กลาส คือ รูปทรงที่ตายตัว เพราะการผลิต ต้องผลิตตามแบบแม่พิมพ์ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสระว่ายน้ำขนาดเล็ก และขนาดกลาง

จุดเด่น

ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว

ติดตั้งได้เร็วกว่าสระว่ายน้ำชนิดอื่นๆมาก เพราะสระถูกสร้างสำเร็จมาจากโรงงานแล้ว

ทำความสะอาดง่าย

ด้วยคุณสมบัติพื้นผิวของไฟเบอร์กลาส พื้นผิวจึงเรียบ ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาดสระว่ายน้ำ

ทนทาน

ด้วยเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบัน ทำให้สระว่ายน้ำไฟเบอร์กลาสมีความทนทาน เหมือนอย่างอื่น

มีรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน

สระไฟเบอร์กลาสมาในรูปแบบมาตรฐาน และออกแบบมาอย่างสวยงาม

กำหนดตำแหน่งสระว่ายน้ำ

ในการสร้างสระว่ายน้ำในบ้านที่ดี ควรกำหนดตำแหน่ง และ ทิศทางของสระว่ายน้ำ ให้เหมาะสม เพื่อเสริมภาพลักษณ์ ของพื้นที่รอบบ้านให้สวยงาม และมีบรรยากาศที่สอดคล้อง กับการใช้งานอย่างถูกต้อง ควรเลือกตำแหน่งของสระว่ายน้ำ เพื่อให้สามารถสังเกต และมองเห็นได้จากบริเวณบ้าน ที่ใช้บ่อยๆ นอกจากนี้ ยังควรคำนวณทิศทางแสงแด ดสำหรับแต่ละยุคอย่างเหมาะสม ทำให้ทุกช่วงเวลา ของการใช้สระว่ายน้ำ ไม่โดนแสงแดดมากเกินไปในระหว่างวัน กรณีสระว่ายน้ำต้องอยู่ในบริเวณใกล้บ้าน แนะนำให้จัดสระว่ายน้ำให้อยู่ด้านทิศตะวันออก หรือทิศเหนือของบ้าน ใช้ร่มเงาของอาคาร ป้องกันแสงแดดสะท้อนผ่านน้ำ และรบกวนผู้พักอาศัยในบ้าน และที่สำคัญ ไม่ควรตั้งตำแหน่งของสระ ไว้ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ป้องกันการรบกวนจากแสงแดดขณะว่ายน้ำ

ระบบ

เหมาะสำหรับสระว่ายน้ำระบบเกลือ: (ระบบน้ำเกลือ) ระบบบำบัดเกลือฆ่าเชื้อ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลูกค้า มีข้อดีมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน ระบบเกลือก็สามารถทำลายสิ่งต่างๆ ได้มากมายเช่นกัน น้ำเกลือสามารถกัดกร่อนวัสดุหลายชนิดในสระประเภทอื่น น้ำเกลือสามารถทำให้เกิดสนิมได้หลายวัสดุ แต่สำหรับสระไฟเบอร์กลาสและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เหมาะสมกับระบบน้ำเค็มเช่นกัน

ขั้นตอนการติดตั้ง

1. การขนส่งสระว่ายน้ำไปยังบ้านลูกค้า

2. ขุดดินเตรียมพื้นที่ลงสระ

3. การเตรียมหน้าดิน การปรับระดับ

4. การวางสระ

5. การติดตั้งอุปกรณ์งานระบบกรอง และงานไฟฟ้า

6. งานถมยึดระดับสระ

7. สระพร้อมใช้งาน

ข้อเสียของสระไฟเบอร์กลาส

ข้อเสียเปรียบหลักของสระไฟเบอร์กลาสคือการออกแบบสำเร็จรูปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขในขนาด รูปร่าง และความลึกได้ ดังนั้นคำถามต่อไปคือ: คุณชอบสระไฟเบอร์กลาสหรือไม่?

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

สระว่ายน้ำในบ้าน

เพราะสระว่ายน้ำส่วนตัวถือเป็นฟังก์ชั่นหนึ่งของบ้านที่สามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับการออกกำลังกายและการผ่อนคลายในแต่ละวันได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อไปพักเนื่องจากสระว่ายน้ำส่วนตัวเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของบ้านจึงสามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับออกกำลังกายและพักผ่อนในแต่ละวันได้อย่างง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลถึงโรงแรม รีสอร์ท หรือชายหาดเพื่อผ่อนคลาย นอกจากจะเป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมของครอบครัว มี สระว่ายน้ำในบ้าน แล้ว ยังช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ของความสวยงามและทำให้บ้านได้อีกด้วย สะดุดตามากขึ้น สำหรับใครที่กำลังคิดจะสร้างบ้านใหม่พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว หรือจะรีโนเวทบริเวณเดิมรอบๆ บ้านให้เป็นมุมหนึ่งของสระว่ายน้ำ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มออกแบบสระว่ายน้ำให้เหมาะกับบ้านคุณอย่างไรดี .

สำรวจก่อนสร้าง สระว่ายน้ำในบ้าน

ก่อนพิจารณาสร้างสระว่ายน้ำในบ้าน แนะนำให้สำรวจพื้นที่รอบๆ บ้านก่อนว่าขนาดใดเหมาะกับการสร้างสระว่ายน้ำ แม้ว่าขนาดของพื้นที่จะไม่กว้างขวางมากนัก แต่ขนาดของที่ดินก็ควรเหมาะสมกับการก่อสร้างสระว่ายน้ำและไม่ควรเล็กจนเกินไป อย่างน้อยควรมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการว่ายน้ำและออกกำลังกาย หากเป็นบ้านใหม่ ก็จะช่วยให้เจ้าของบ้านตัดสินใจได้ว่าจะสร้างสระว่ายน้ำบนที่ดินได้เท่าใดในบ้าน การออกแบบบ้านก็ง่ายเช่นกัน โดยกระจายพื้นที่โดยรอบเป็นบริเวณสระว่ายน้ำหรือมุมสวนของบ้านอย่างเหมาะสม แต่ถ้าเป็นบ้านเก่าและคุณกำลังออกแบบสระว่ายน้ำเพิ่มเติม กระบวนการอาจยากกว่าการสร้างใหม่เพราะคุณต้องเดินไปรอบๆ บ้านที่มีอยู่เพื่อดูว่าจะสร้างสระว่ายน้ำได้หรือไม่ .ควรมีการวางแผนการก่อสร้างโดยปรึกษาหารือกับทีมงานสถาปนิกที่มีทักษะ ให้สามารถออกแบบการคำนวณในการก่อสร้างสระว่ายน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่ว่างมากที่สุด

กำหนดตำแหน่งสระว่ายน้ำ

ในการสร้างสระว่ายน้ำในบ้านที่ดี ควรกำหนดตำแหน่งและทิศทางของสระว่ายน้ำให้เหมาะสม เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของพื้นที่รอบบ้านให้สวยงามและมีบรรยากาศที่สอดคล้องกับการใช้งานอย่างถูกต้องควรเลือกตำแหน่งของสระว่ายน้ำเพื่อให้สามารถสังเกตและมองเห็นได้จากบริเวณบ้าน ที่ใช้บ่อยๆ นอกจากนี้ยังควรคำนวณทิศทางแสงแดดสำหรับแต่ละยุคอย่างเหมาะสม ทำให้ทุกช่วงเวลาของการใช้สระว่ายน้ำไม่โดนแสงแดดมากเกินไปในระหว่างวัน กรณีสระว่ายน้ำต้องอยู่ในบริเวณใกล้บ้านแนะนำให้จัดสระว่ายน้ำให้อยู่ด้านทิศตะวันออกหรือทิศเหนือของบ้าน ใช้ร่มเงาของอาคารป้องกันแสงแดดสะท้อนผ่านน้ำและรบกวนผู้พักอาศัยในบ้าน และที่สำคัญไม่ควรตั้งตำแหน่งของสระไว้ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ป้องกันการรบกวนจากแสงแดดขณะว่ายน้ำ

เลือกโครงสร้างสระว่ายน้ำ

สำหรับสระว่ายน้ำที่นิยมสร้างโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

สระว่ายน้ำแบบคอนกรีต นี่คือสระว่ายน้ำที่มีโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นและผนังของสระว่ายน้ำ ดังนั้นสระประเภทนี้จึงมีโครงสร้างที่แข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องบำรุงรักษามาก พวกเขายังสามารถสร้างสระว่ายน้ำได้หลายวิธีตามความต้องการ

สระว่ายน้ำแบบสำเร็จรูป คือสระว่ายน้ำที่ได้รับการการผลิตขึ้นจากวัสดุโพลิเมอร์สำเร็จรูปมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถนำมาติดตั้งบนพื้นที่ซึ่งมีการออกแบบโครงสร้างไว้สำหรับการติดตั้งสระว่ายน้ำสำเร็จรูปในบริเวณที่กำหนด จึงช่วยทำให้สามารถติดตั้งได้อย่างง่ายดาย 

นอกจากสระว่ายน้ำสำเร็จรูปทั่วไปแล้ว ยังมีสระว่ายน้ำสำเร็จรูปอีกสระที่ทำด้วยเหล็กหล่อคุณภาพสูงหรือโครงสร้างยิปซั่ม หุ้มด้วยผ้าไวนิล ออกแบบมาสำหรับใช้งานในสระโดยตรง แรงดันน้ำใช้บังคับผ้าไวนิลให้ยึดติดกับโครงสร้างพื้นและผนังของสระว่ายน้ำ และเนื่องจากเป็นสระสำเร็จรูปที่ออกแบบจากโรงงาน สระสำเร็จรูปประเภทนี้จึงมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถออกแบบให้เป็นรูปทรงต่างๆ ได้ตามต้องการ และต้องเปลี่ยนผ้าไวนิลทุก 10 ปี แต่มีคุณสมบัติที่น่าสนใจคือค่อนข้างถูกกว่าสระประเภทอื่น นอกจากนี้ยังสามารถสร้างได้อย่างรวดเร็ว

ระบบสระว่ายน้ำ

ระบบสระว่ายน้ำที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ 2 ระบบด้วยกัน

ระบบ Over Flow หรือระบบน้ำล้น นี่คือระบบบำบัดน้ำ โดยปล่อยให้น้ำในสระล้นในถังน้ำล้นข้างสระว่ายน้ำ จากนั้นระบบจะหยุดน้ำล้นในบริเวณถังเก็บน้ำแล้วสูบน้ำออกอีกครั้งผ่านกระบวนการกรองน้ำในห้องโดยสาร นอกจากจะทำให้น้ำหมุนเวียนสะอาดน่าใช้แล้ว การใช้ระบบสระว่ายน้ำประเภทนี้จะช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ของสระว่ายน้ำในบ้านของคุณ ทั้งนี้เนื่องจากพื้นผิวของน้ำจะกลืนกินแอ่งน้ำเพียงระดับเดียวในแต่ละครั้ง

ระบบ Skimmer นี่คือระบบบำบัดน้ำ ช่องเปิดทั้งสองด้านของผนังสระได้รับการออกแบบให้น้ำเข้าสู่กระบวนการบำบัดได้ ดังนั้นการออกแบบสระที่ใช้ระบบนี้จะมีระดับน้ำต่ำกว่าขอบสระ นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่าระบบสระ Over Flow เนื่องจากระบบสระ Skimmer ไม่ต้องการถัง อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำ

ระบบบำบัดน้ำ

ปัจจุบันนิยมใช้ระบบบำบัดในสระว่ายน้ำอยู่ 3 ระบบ

ระบบเกลือ

สำหรับระบบบำบัดน้ำประเภทนี้เป็นระบบที่ใช้วิธีการฆ่าเชื้อด้วยเกลือ นี่ถือเป็นระบบที่ดีต่อสุขภาพเพราะสามารถช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้ แต่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนในราคาติดตั้งที่สูงขึ้น และถึงแม้จะเป็นสระน้ำเค็ม แต่ก็ไม่มีค่าความเค็มของน้ำทะเล แต่การใช้ระบบบำบัดน้ำประเภทนี้จะให้ค่าความเป็นด่าง วิธีนี้จะทำให้น้ำในสระมีความเค็มเล็กน้อยเท่านั้น

ระบบคลอรีน

ซึ่งเป็นระบบฆ่าเชื้อที่มีราคาถูกกว่าระบบบำบัดน้ำเกลือ เป็นระบบบำบัดน้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คลอรีนส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเหลว เช่น น้ำ คลอรีนผง และคลอรีนเกล็ด ละลายในสระว่ายน้ำเมื่อ pH ของน้ำอยู่ที่ 7.2-7.8 จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สำหรับสระน้ำที่เลือกระบบคลอรีนและค่า pH ของน้ำต่ำหรือเป็นกรดมากเกินไป แนะนำให้เติมสารอัลคาไลน์เพื่อปรับ pH ของน้ำ หรือถ้าน้ำมีความเป็นด่างมาก แนะนำให้เติมกรดก่อนละลายคลอรีนในน้ำเพื่อฆ่าเชื้อ แต่เนื่องจากคลอรีนที่ละลายในน้ำสามารถระคายเคืองผิวได้ ทางที่ดีควรละลายคลอรีนในน้ำตอนกลางคืนหลังจากสระเสร็จเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ตัวกรองเปิดอยู่อย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง

ระบบโอโซน

เป็นระบบฆ่าเชื้อในน้ำโดยการผลิตก๊าซโอโซนจากเครื่องอัดอากาศเพื่อบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำ แม้จะเป็นระบบบำบัดน้ำที่ทรงประสิทธิภาพมากเพราะไม่มีสารตกค้างในสระ แต่ก็สามารถช่วยฆ่าเชื้อในน้ำได้ในเวลาน้อยกว่าระบบบำบัดน้ำแบบอื่น นอกจากนี้ยังมีค่าติดตั้งที่แพงกว่า

รูปทรงของสระว่ายน้ำ

โดยส่วนใหญ่แล้ว สระว่ายน้ำได้รับการออกแบบในสองรูปทรงที่แตกต่างกัน: สระว่ายน้ำทรงเรขาคณิต และสระว่ายน้ำแบบอิสระ

วัสดุตกแต่งพื้นผิวสระว่ายน้ำ

การปูกระเบื้อง และคอนกรีตขัดมันผสมสี

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

เหล็กแต่ละประเภท ที่ใช้ในการก่อสร้าง มีกี่แบบ และมีคุณสมบัติใดบ้าง

2 ประเภท คือ เหล็ก (Iron) และ เหล็กกล้า (Steel) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้ มีคุณสมบัติที่ต่างกันหลายประการ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกเรียกอย่างเหมารวมกันว่า “เหล็ก” นั่นเอง ซึ่งเราจะมาดูกันว่า เหล็กแต่ละประเภท มีคุณสมบัติใดบ้าง

รู้จัก เหล็กแต่ละประเภท

  • เหล็กหล่อ (Cast Iron)

คือเหล็กที่้เกิดจากการนำแร่ธาตุเหล็กมาผสมกับองค์ประกอบอื่นๆ แล้วหล่อออกมาให้เป็นรูปทรงต่างๆ มีคุณสมบัติทั้งแข็งและยังเปราะได้ในเวลาเดียวกัน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้ด้วยวิธีการอื่น แบ่งเป็นหลายประเภท

เหล็กหล่อเทา เป็นเหล็กหล่อที่มีโครงสร้างคาร์บอนในรูปของกราฟไฟต์ เพราะมีคาร์บอนและซิลิคอนเป็นส่วนประกอบสูงมาก

เหล็กหล่อขาว เป็นเหล็กที่มีความแข็งแรงทนทานสูง สามารถทนต่อการเสียดสีได้ดี แต่เปราะ จึงแตกหักได้ง่าย โดยเหล็กหล่อประเภทนี้ จะมีปริมาณของซิลิคอนต่ำกว่าเหล็กหล่อเทา ทั้งมีคาร์บอนอยู่ในรูปของคาร์ไบด์ของเหล็กหรือที่เรียกกว่า ซีเมนไตต์

เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลม เป็นเหล็กที่มีโครงสร้างเป็นกราฟไฟต์ มีส่วนผสมของแมกนีเซียมหรือซีเรียมอยู่ในน้ำเหล็ก ทำให้เกิดรูปร่างกราฟไฟต์ทรงกลมขึ้นมา ทั้งยังได้คุณสมบัติทางกลในทางที่ดีและโดดเด่นยิ่งขึ้น เหล็กหล่อกราฟไฟต์จึงได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายและถูกนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมมากขึ้น

เหล็กหล่ออบเหนียว เป็นเหล็กที่ผ่านกระบวนการอบเพื่อให้ได้คาร์บอนในโครงสร้างคาร์ไบด์แตกตัวมารวมกับกราฟไฟต์เม็ดกลม และกลายเป็นเฟอร์ไรด์หรือเพิร์ลไลต์ ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหนียวแน่นกว่าเหล็กหล่อขาวเป็นอย่างมาก ทั้งได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานเยอะที่สุด

เหล็กหล่อโลหะผสม เป็นเหล็กที่มีการเติมธาตุหลายอย่างผสมเข้าด้วยกัน ซึ่งก็จะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการทนต่อความร้อนและการต้านทานต่อแรงเสียดสีที่เกิดขึ้น เหล็กหล่อประเภทนี้จึงนิยมใช้ในงานที่ต้องสัมผัสกับความร้อน

  • เหล็กกล้า (Steel)

คือ เหล็กที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นตัวสูง สามารถนำมาแปรรูปร่างได้ตามต้องการ จึงทำให้มีผู้นิยมนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าเหล็กหล่อ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือการก่อสร้าง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

เหล็กกล้าคาร์บอน มีส่วนผสมหลักเป็นคาร์บอนและมีส่วนผสมอื่นๆ ปนอยู่บ้างเล็กน้อย เหล็กกล้าคาร์บอน สามารถแบ่งย่อยตามปริมาณธาตุที่ผสม ดังนี้

  1. เหล็กคาร์บอนต่ำ มีคาร์บอนต่ำกว่า 0.2% และมีความแข็งแรงต่ำมาก จึงนำมารีดเป็นแผ่นได้ง่าย เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น เป็นต้น
  2. เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง มีคาร์บอนอยู่ประมาณ 0.2-0.5% มีความแข็งแรงสูงขึ้นมานิดนึง สามารถนำมาใช้เป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลได้
  3. เหล็กกล้าคาร์บอนสูง มีคาร์บอนสูงกว่า 0.5% มีความแข็งแรงสูงมาก นิยมนำมาอบชุบความร้อนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้น และสามารถต้านทานต่อการสึกหรอได้ดี จึงนิยมนำมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่ต้องการผิวแข็ง

เหล็กกล้าผสม เป็นเหล็กที่มีการผสมธาตุอื่นๆ เข้าไปโดยเจาะจง เพื่อให้คุณสมบัติของเหล็กเป็นไปตามที่ต้องการ โดยเหล็กประเภทนี้จะมีความสามารถในการต้านทานต่อการกัดกร่อนและสามารถนำไฟฟ้าได้ รวมถึงมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กอีกด้วย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  1. เหล็กกล้าผสมต่ำ โดยจะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่น ๆ น้อยกว่า 10%
  2. เหล็กกล้าผสมสูง โดยจะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่น ๆ มากกว่า 10%

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ปูนแต่ละประเภท มีคุณสมบัติอย่างไร และเหมาะกับงานแบบไหน

หัวใจของงานก่อสร้าง นอกจากเหล็กแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้น ปูนซีเมนต์ อย่างแน่นอน เพราะในทุกๆงาน ทุกๆบ้านจะต้องใช้คอนกรีตในการก่อสร้างทั้งนั้น หรือแม้แต่วัสดุที่นำมาใช้ในงานก่อสร้างอย่าง เสาเข็ม หรือ งานฐานรากก็จำเป็นต้องใช้ ปูนซีเมนต์ ในงานก่อสร้างแต่ปูนซีเมนต์ ก็ไม่ได้มีอยู่ชนิดเดียว เพราะการใช้งานวัสดุต่างๆ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ให้ถูกประเภทกับสิ่งที่เรากำลังจะสร้าง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงปลอดภัยที่ต้องคำนึงถึง เพราะหากใช้ ปูนซีเมนต์ ไม่ถูกประเภทกับงานที่ทำ ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยได้นั่นเอง วันนี้จึงมา แนะนำ ปูนแต่ละประเภท นั้นเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง 

ปูนแต่ละประเภท

โดยปูนซีเมนต์ ที่นิยม และผลิตอยู่ในไทยแบ่งออกเป็น 7 ประเภทด้วยกัน คือ

1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง

มักถูกนำไปใช้กับงานก่อสร้างทั่วไป โดยส่วนมากจะนำไปใช้งานกับคอนกรีตเสริมเหล็กในการทำโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น สะพาน ถนน ท่อระบายน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้หากพูดถึงข้อเสียของปูนซีเมนต์ชนิดนี้ก็คือ ไม่คงทนต่อสารที่เป็นด่างจากน้ำหรือดิน เช่น โรงงานอุตสหกรรมผลิตสารเคมี

2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทสอง

หากนำปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดนี้ไปผสมกับน้ำ จะทำให้มีการคายความร้อนออกมาปริมาณน้อยกว่าประเภทธรรมดา และมีความทนทานต่อความเป็นด่างระดับนึง เหมาะสำหรับการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น การทำ เชื่อนเก็บน้ำ กำแพงกันดิน สะพานท่าเรือ ตอม่อ ฐานราก หรือกำแพงกั้นดิน เป็นต้น

3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดแข็งตัวเร็ว หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทสาม

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทนี้จะมีความละเอียดที่มาก ส่งผมให้เกิดการแข็งตัว และรับแรงได้เร็วกว่าปูนซีเมนต์ประเภทที่หนึ่ง จึงเป็นที่นิยมในการนำไปใช้งานที่ต้องการความรวดเร็ว เร่งด่วน และคล่องตัว เช่น งานก่อสร้างพื้นสำเร็จรูป งานเสาเข็ม เป็นต้น

4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดเกิดความร้อนต่ำ หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทสี่

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทนี้เหมาะกับงานที่ต้องการคุมทั้งความร้อน และปริมาณที่เกิดขึ้นให้ได้น้อยที่สุด เพราะในขณะที่ปูนกำลังแข็งตัว ไม่มีความร้อนมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดรอยแตกร้าว ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายระหว่างการทำงาน หรือเกิดปัญหาในอนาคต เหมาะสำหรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนกันน้ำ เพราะสามารถทนทานต่อการแตกร้าวจากความร้อนได้มาก

5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดต้านทานซัลเฟตได้สูง หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทห้า

เหมาะกับการใช้งานก่อสร้างที่ต้องสัมผัสกับบริเวณที่มีด่างสูง เช่น ดิน หรือ ทะเล เพราะมีคุณสมบัติในการต้านทานต่อสารที่เป็นด่างได้ดี ระยะเวลาในการแข็งตัวของปูนซีเมนต์ประเภทนี้จะมีความช้าที่สุด

6. ปูนซีเมนต์ผสม หรือ ปูนซีเมนต์ซิลิก้า 

เป็นปูนซีเมนต์ที่เกิดมาจากการนำเอา ทราย หรือ หินปูน มาบดให้ละเอียดแล้วนำไปผสมเข้ากับ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ในอัตราส่วน 1:4 จึงทำให้แข็งตัวช้า เหมาะกับงาน ปูนก่อ ปูนฉาบ ปูนตกแต่ง หรือ งานโครงสร้างขนาดเล็กที่ไม่ต้องรับแรงมาก หรือ โครงสร้างทั่วๆไป

7. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดสีขาว 

เป็นปูนซีเมนต์ที่เหมาะกับการใช้ในงานตกแต่ง เนื้อปูนเป็นสีขาว จึงทำให้สามารถผสมสีเข้าไปได้ เพื่อความสวยงาม แต่เนื้อปูนมีการแข็งตัวที่ค่อนข้างช้า


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

โครงหลังคาเหล็ก โครงหลังคาสำเร็จรูป กับข้อแตกต่างบางประการ

โครงหลังคาเหล็ก หรือ โครงหลังคาสำเร็จรูป เป็นโครงหลังคาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถรองรับการมุงหลังคาวัสดุต่างๆ ได้ทุกประเภท แต่มีข้อแตกต่างบางประการ ไม่ว่าจะเป็น คุณสมบัติ ขั้นตอนการทำงานของช่างที่หน้างาน รวมถึงข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา

โครงหลังคาเหล็ก กับ โครงหลังคาสำเร็จรูป ต่างกันอย่างไร

โครงสร้างหลังคาเหล็ก 

ประกอบจากเหล็กรูปพรรณที่มีหน้าตัดต่างๆ ตามที่วิศวกรออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น เหล็กกล่อง และเหล็กรูปตัวซี เหล็กรูปพรรณ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าเหล็กรูปพรรณต่างๆ ขนาดความยาวเหล็ก ที่ขายตามร้านทั่วไป จะอยู่ที่ 6 เมตรเพื่อให้ขนส่งได้สะดวก หากต้องการความยาวมากกว่านี้ก็สามารถสั่งพิเศษได้ แต่มีข้อควรคำนึงคือเรื่องคุณภาพเหล็ก ควรเลือกเหล็กที่ได้มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า “เหล็กเต็ม” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรับแรงตามมาตรฐาน

การติดตั้งโครงหลังคาเหล็ก จะเป็นลักษณะการติดตั้งที่หน้างานทั้งหมด สามารถตอบโจทย์รูปทรงหลังคาได้ค่อนข้างอิสระ เหมาะกับบ้านทุกสไตล์ เพราะคุณสมบัติเรื่องความยืดหยุ่น ดัดโค้งได้ และระยะของโครงสร้างเหล็ก ที่ยื่นได้ไกล ตามความสามารถของเหล็กที่คำนวณไว้ ทำให้สามารถรองรับหลังคาทรงเหลี่ยม ทรงโค้ง รวมถึงรูปแบบหลังคาที่หวือหวาท้าทาย ได้ตามต้องการ ที่สำคัญควรให้วิศวกรโครงสร้าง ที่มีใบประกอบวิชาชีพเป็นคนออกแบบ และคำนวณโครงหลังคาเหล็กให้ เพื่อความมีมาตรฐาน และความปลอดภัย รวมถึงต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีประสบการณ์ ในการติดตั้ง ด้วยการเชื่อมเหล็กตามวิธีมาตรฐาน

โครงสร้างหลังคาสำเร็จรูป

โครงหลังคาสำเร็จรูป หรือเรียกกันติดปากว่า “โครงหลังคากัลวาไนซ์” เป็นโครงหลังคาที่ผลิตจากเหล็กที่มีกำลังดึงสูง และผ่านการเคลือบผิวป้องกันสนิม ด้วยอะลูมิเนียมซิงค์ หรือแมกนีเซียมซิงค์ มีราคาสูงกว่าโครงหลังคาเหล็ก สามารถสั่งทำพิเศษ ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ได้ เช่น สำหรับใช้ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเล หรือบริเวณที่มีกรดเกลือสูง เป็นต้น โครงหลังคาสำเร็จรูปจะถูกผลิต และตัดขนาดแต่ละท่อนจากโรงงาน ให้ตรงตามแบบพอดี ก่อนที่จะก่อสร้างที่หน้างานจริง แล้วจึงนำมาประกอบที่หน้างานก่อสร้างโดยช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

การติดตั้งโครงหลังคาสำเร็จรูป ด้วยความที่โครงหลังคาสำเร็จรูป มีลักษณะเป็นโครงถัก (โครง Truss) ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของ เหล็กกัลวาไนซ์หลายๆ ท่อน ซึ่งไม่สามารถทำระยะยื่นชายคาได้มากนัก ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา จึงเหมาะกับหลังคาที่มีรูปทรง ที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป (ไม่เหมาะกับรูปทรงหลังคา ที่หวือหวา หรือโฉบเฉี่ยว) เช่น หลังคาทรงจั่ว ทรงปั้นหยา ฯลฯ อีกทั้งงานออกแบบโครงหลังคาสำเร็จรูป จะต้องอาศัยวิศวกรที่มีความรู้เฉพาะ และต้องใช้บริการจากผู้ผลิตเฉพาะรายเท่านั้น ด้วยการติดตั้งโดยการยิงตะปูเกลียว


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ส่วนประกอบโครงหลังคา เพื่อความเข้าใจมากขึ้น จะได้สื่อสารกับช่างได้ถูกต้อง

บ้านของเรานั้นมีส่วนต่างๆมากมาย สำหรับใครที่กำลังจะปรับปรุงบ้าน หรือกำลังสร้างบ้านใหม่ อาจจะมึนงงกับอุปกรณ์ หรือวัสดุก่อสร้างต่างๆ ถ้าเรากังวลว่าช่างจะโกง หรือกลัวว่าสร้างไปแล้วเกินงบที่ตั้งไว้ไปมากนั้น เราอาจจะต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถคุยกับช่างได้อย่างเข้าใจมากขึ้น สำหรับบ้านของเรานั้นสิ่งที่สำคัญส่วนหนึ่งเลย คือหลังคาบ้าน ที่เป็นเหมือนสิ่งที่ค่อยปกป้องบ้านของเรา ซึ่งหลังคาบ้านนั้น มีส่วนประกอบหลากหลายชิ้นพอสมควร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ส่วนประกอบโครงหลังคา ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อความเข้าใจมากขึ้น จะได้คุยกับผู้รับเหมา หรือช่างซ่อมหลังคาได้ถูกต้องและเข้าในไปในทางเดียวกัน

ส่วนประกอบโครงหลังคา ได้แก่

1.ระแนง หรือ แป 

ระแนง (Batten) ทำหน้าที่ในการรองรับกระเบื้องขนาดเล็กในสมัยก่อน เช่น กระเบื้องหลังคา บ้านทรงไทย แต่ในปัจจุบัน ระแนงจะเปลี่ยนมาใช้เป็นเหล็กกล่องขนาด 25x25x1.6 มม. หรือ 50x50x1.6 มม. เพื่อให้มีความแข็งแรง แบกรับน้ำหนักกระเบื้องได้ดี

แป (Purlin) ทำหน้าที่ในการรองรับกระเบื้องขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักไม่มาก โดยจะใช้เป็นไม้ยางในสมัยก่อน ปัจจุบันจะนิยมใช้แปเหล็กตัวซี หรือ เหล็กกล่องมาใช้ เพื่อความแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบแปที่เป็นเหล็กเคลือบกัลวาไนซ์ เพื่อป้องกันสนิม และไม่ต้องทาสีซ้ำ

2. จันทัน

จันทัน หรือ Rafter เป็นส่วนโครงสร้างที่รับน้ำหนักจากแป โดยจันทันจะวางพาดระหว่างอเสเพื่อถ่ายน้ำหนักที่จันทันรับให้แก่ อเส โดยควรจะพิจารณาหน้าตัดของจันทันจากพื้นที่รับหลังคา และน้ำหนักของกระเบื้องที่จะนำมาใช้

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ จันทันพราง และจันทันเอก 

        1.1จันทันเอก ทำหน้าที่ รองรับน้ำหนักหลังคาจากแป และ วางพาด อเส ที่หัวเสา 

        1.2จันทันพราง ทำหน้าที่ รองรับน้ำหนักจากระแนงหรือแป และ วางพาดอยู่บนอกไก่และอเสในระหว่างช่วงเสา

3. ตะเข้สัน หรือ ตะเข้ราง

ตะเข้สัน Hip Rafter หรือ ตะเข้ราง Valley Rafter เปรียบเสมือนเป็นจันทันเอกที่วางอยู่ 4 มุมของหลังคา(ทรงปั้นหยา) โดยตะเข้สันหรือตะเข้รางจะต้องมีขนาดหน้าตัดความสูงเท่าจันทัน เพราะจันทันทุกตัวจะวิ่งมาเกาะกับตะเข้สัน หรือ ตะเข้ราง

4. อกไก่

อกไก่ หรือ Ridge เสมือนคานอยู่บริเวณส่วนกลางของหลังคา (ทรงจั่ว หรือ ทรงปั้นหยา) ทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักจากจันทันทุกตัวทั้ง 2 ด้าน 

5. ดั้ง

ดั้ง หรือ King Post คือเสาที่เสริมขึ้นมาเพื่อรองรับอกไก่ทดแทนเสาจริงของอาคาร 

6. ขื่อ

ขื่อ หรือ Tie Beam หรือเรียกว่า สะพายรับตั้ง ซึ่งขื่อจะทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักลงมาสู่เสาอาคารต่อไป เนื่องจากอกไก่ที่ไม่ได้วางอยู่ในตำแหน่งที่มีเสามารองรับ จึงอาศัยดั้งเข้ามารับแทน และถ่ายน้ำหนักไปยังคานที่เข้ามาแบกดั้งอีกที่หนึ่ง คานที่แบกรับดั้งนี้จึงเรียกว่า ขื่อ นั่นเอง 

7. ค้ำยัน 

ค้ำยัน ทำหน้าที่ ช่วยยึดไม้รับท้องจันทันและช่วยถ่ายน้ำหนักมาที่ขื่ออีกทีหนึ่ง

8. ดั้งโท

        ดั้งโท ทำหน้าที่เป็นดั้งรองรับไม้ท้องจันทัน แล้วถ่ายน้ำหนักบางส่วนมาที่ขื่ออีกที่หนึ่ง

9. ขื่อดัด 

ขื่อดัด ทำหน้าที่ รองรับไม้ท้องจันทันโดยยึดติดกับค้ำยันและจันทันเอก

10.อเส

อเส หรือ Stud Beam คือคานชั้นบนสุดของอาคาร ทำหน้าที่ยึดปลายเสาตอนบนเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นและถ่ายน้ำหนักโครงหลังคาสู่เสา เปรียบเสมือนคานรัดรอบตัวอาคาร และเป็นคานแบกรับน้ำหนักจากจันทันแต่ละตัวด้วย

11.เชิงชาย ทับเชิงชาย ทับปั้นลม ปิดกันนก ปั้นลม 

เชิงชาย หรือ Eaves เป็นส่วนที่เข้ามาเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับตัวบ้านโดยจะปิดปลายชายคาของจันทันทุกตัว และรวมไปถึงปิดกันไม่ให้นกเข้ามาอาศัยอยู่ใต้หลังคาของเราได้ 


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

กฎหมายระยะร่น และที่เว้นว่าง เพื่อไม่ให้การสร้างบ้านผิดกฎหมาย

ระยะร่นอาคาร และที่เว้นว่าง ถือเป็นกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับการสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง หรือการต่อเติมบ้าน โดยกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 55 ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งประกาศใช้ในปี 2543 กำหนดให้มีระยะร่นอาคาร และที่เว้นว่างเมื่อก่อสร้าง หรือต่อเติมอาคารไว้อย่างชัดเจน เจ้าของบ้านจึงต้องศึกษา กฎหมายระยะร่น ให้ดี เพื่อไม่ให้การสร้างบ้านผิดกฎหมาย และได้รับบทลงโทษ

ระยะร่น และที่เว้นว่างทำไมถึงสำคัญ?

เพื่อความปลอดภัยด้านอัคคีภัย กฎหมายระยะร่นอาคารนั้นมีความสำคัญมากเมื่อเกิดอัคคีภัย เพราะระยะที่เว้นจากถนนจะช่วยให้ขับรถดับเพลิงเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น และที่เว้นว่างรอบอาคารยังทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถดับเพลิงได้จากรอบด้าน และยังลดโอกาสที่ไฟจะลุกลามไปยังอาคารที่อยู่ใกล้เคียงกันอีกด้วย

เพื่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย เมื่ออาคารแต่ละหลังอยู่ไม่ติดกันจนเกินไป ก็จะช่วยป้องกันการรบกวนกันระหว่างผู้ใช้ได้ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสียง แสง กลิ่น และความเป็นส่วนตัว รวมถึงสัตว์รบกวนก็จะเดินทางระหว่างอาคารได้ยากขึ้น และการมีช่องว่างระหว่างอาคารยังช่วยทำให้อากาศถ่ายเทกว่าการสร้างอาคารโดนไม่คำนึงถึงที่เว้นว่าง

เพื่อการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคาร เมื่อที่เว้นว่างของอาคารมีเพียงพอ การก่อสร้าง ซ่อมแซม หรือต่อเดิมอาคารก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางนั่งร้าน ติดตั้งรางระบายน้ำ การฉาบปูน หรือทาสีบ้าน เพื่อให้การก่อสร้างยังอยู่ในเขตที่ดินของตัวเอง โดยไม่รบกวนหรือรุกล้ำไปยังเขตที่ดินข้างเคียง

ระยะร่น คือ ระยะห่างที่วัดจากตำแหน่งบนทางสาธารณะจนถึงแนวอาคาร ซึ่งมีทั้งการวัดจากเขตถนนและวัดจุดกึ่งกลางถนน โดยระยะร่นบ้านเดี่ยว ตึกแถว และอาคารสำนักงาน ก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทอาคารและขนาดของถนน ซึ่งระยะร่นจะต้องเป็นพื้นที่ว่างจากถนนจนถึงอาคาร โดยไม่สนใจแนวเขตที่ดินที่จะสร้างอาคารนั้น

ส่วนที่เว้นว่าง คือ ระยะห่างที่วัดจากแนวเขตที่ดินจนถึงแนวอาคารทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดที่เว้นว่างไว้ทั้งอาคารเดี่ยวและอาคารชุดที่เรียงติดกัน ดังนั้น ที่เว้นว่างกับระยะร่นบ้านจึงมีความแตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดตามกฎกระทรวงฯ ที่สรุปเฉพาะหัวข้อที่จำเป็นต้องทราบ ดังนี้

กฎหมายระยะร่น และที่เว้นว่าง

ข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะร่น

กรณีอาคารสูงไม่เกิน 2 ชั้นหรือ 8 เมตร (ข้อ 41 วรรค 1)

  • หากถนนกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ต้องมีระยะร่นจากจุดกึ่งกลางถนนอย่างน้อย 3 เมตร

กรณีอาคารสูงเกิน 2 ชั้นหรือ 8 เมตร หรือเป็นอาคารชุด (ข้อ 41 วรรค 2)

  • หากถนนกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ต้องมีระยะร่นจากจุดกึ่งกลางถนนอย่างน้อย 6 เมตร
  • หากถนนกว้างตั้งแต่ 10-20 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตถนนอย่างน้อย 1 ใน 10 ของความกว้างถนน
  • หากถนนกว้างเกิน 20 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตถนนอย่างน้อย 2 เมตร

กรณีอาคารอยู่ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ (ข้อ 42)

  • หากแหล่งน้ำกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 3 เมตร
  • หากแหล่งน้ำกว้างตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 6 เมตร
  • หากเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น บึง ทะเลสาบ หรือทะเล ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 12 เมตร

กรณีการสร้างรั้ว (ข้อ 47)

  • รั้วหรือกำแพงที่สร้างติดกับเขตถนน และมีระยะร่นรั้วจากเขตถนนน้อยกว่าความสูงของรั้ว ให้ก่อสร้างรั้วได้สูงไม่เกิน 3 เมตร โดยวัดจากระดับทางเท้าหรือถนน

ข้อกำหนดเกี่ยวกับที่เว้นว่าง

พื้นที่ว่างภายนอกอาคาร (ข้อ 33)

  • กรณีที่อยู่อาศัย ต้องมีที่ว่างภายนอกอาคารไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ชั้นที่กว้างที่สุด
  • กรณีไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ต้องมีที่ว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ชั้นที่กว้างที่สุด

หมายเหตุ กรณีห้องแถวหรือตึกแถวที่ทำตามข้อ 34 และข้อ 41 แล้วไม่ต้องทำตามข้อ 33 อีก

กรณีห้องแถวหรือตึกแถว (ข้อ 34)

  • หากอาคารสูงไม่เกิน 3 ชั้นและไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับถนนสาธารณะ ต้องมีที่เว้นว่างหน้าอาคารอย่างน้อย 6 เมตร
  • หากอาคารสูงเกิน 3 ชั้นและไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับถนนสาธารณะ ต้องมีที่เว้นว่างหน้าอาคารอย่างน้อย 12 เมตร
  • ต้องมีที่เว้นว่างหลังอาคารอย่างน้อย 3 เมตร
  • ทุก ๆ 10 คูหาหรือความยาว 40 เมตร ต้องมีที่เว้นว่างอย่างน้อย 4 เมตร และเป็นช่องตลอดความลึกของที่ดิน

กรณีบ้านแถวที่ใช้อยู่อาศัย (ข้อ 36)

  • บ้านแถวต้องมีที่เว้นว่างด้านหน้าอาคารอย่างน้อย 3 เมตร ด้านหลังอาคารอย่างน้อย 2 เมตร
  • ทุก ๆ 10 คูหาหรือความยาว 40 เมตร ต้องมีที่เว้นว่างอย่างน้อย 4 เมตร และเป็นช่องตลอดความลึกของที่ดิน

กรณีบ้านแฝด (ข้อ 37)

  • ต้องมีที่เว้นว่างด้านหน้าอาคารอย่างน้อย 3 เมตร
  • ต้องมีที่เว้นว่างด้านหลังและด้านข้างอาคารอย่างน้อย 2 เมตร

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ปัญหาในการต่อเติมบ้าน ที่อาจจะได้พบในระหว่างการต่อเติมหรือ ภายหลัง

การต่อเติมบ้าน เป็นหนึ่งในความต้องการของเจ้าของบ้าน ที่ต้องการใช้พื้นในบ้านให้คุ้มค่าและเป็นสัดส่วนมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักต่อเติมหลังบ้านเป็นครัวไทย หรือมุกซักรีด ซึ่งหลังการต่อเติมมักพบปัญหา ผนังแตกร้าว รั่วซึม จนบานปลายถึงขั้นทรุดตัว ปัญหาในการต่อเติมบ้าน ต่างๆเหล่านี้ สามารถแก้ไข และป้องกันได้ กับข้อควรรู้ก่อน ต่อเติมบ้าน

ปัญหาในการต่อเติมบ้าน ที่อาจเกิดขึ้น

โครงสร้าง

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “บ้านทุกหลัง หรือทุกอาคารมีการทรุดตัว” ไม่ว่าจะตอก เจาะ เสาเข็มหรือไม่ ก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่าจะมาก หรือน้อย แตกต่างกันเมื่อรู้แบบนี้แล้ว ก็ต้องเข้าใจว่า “การต่อเติมบ้าน” โครงสร้างใหม่ เข้าไปกับโครงสร้างบ้านเดิม ย่อมมีการ “แยก” ออกจากกัน โดยเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากโครงสร้างบ้านเดิม อยู่บนเสาเข็มที่ตอกไปแล้ว อาจมีการทรุดบ้าง แต่น้อย เช่น 1 เซนติเมตรต่อ 2 ปีแต่ส่วนต่อเติมบ้าน เช่น ครัวหลังบ้าน ไม่ได้ตอกเข็ม อาจทรุดลงปีละ 3 เซนติเมตร ทำให้เกิดรอยแตกร้าว เป็นต้นสิ่งที่เราพอจะทำได้คือ ป้องกัน/แก้ไข ไม่ให้รอยร้าวนั้น น่าเกลียด ตกแต่งเพื่อความสวยงาม

ผู้รับเหมา/ผู้รับจ้าง

สัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ต่อเติมบ้านที่ดีนั้น เอกสารต้องเป็นไปตามที่ตกลงกันของทั้งผู้รับจ้าง และเจ้าของบ้าน เพื่อเป็นการกำหนดข้อตกลงต่าง โดยควรมีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้

  • สัญญาควรระบุว่าผู้รับจ้างเป็นใคร ควรมีเอกสารของบริษัท หรือสำเนาบัตรประชาชนประกอบ เพื่อระบุตัวตนให้ชัดเจน
  • ผู้ว่าจ้างมีจุดประสงค์อย่างไร หมายความว่าให้ทำอะไร ที่ไหน วงเงินเท่าไร รวมถึงระยะเวลาการก่อสร้างนานเท่าไร ซึ่งควรระบุเป็นวันที่ชัดเจน เป็นต้น
  • กำหนดการจ่ายเงินเป็นงวดๆ และกำหนดค่าปรับถ้างานล่าช้ากว่ากำหนด โดยทั่วไปแล้วมักคิดหน่วยเป็นวัน รวมถึงควรระบุงานเพิ่ม-ลด และค่าใช้จ่ายต่างๆที่ผู้รับจ้า (ผู้รับเหมา) ต้องรับผิดชอบ

กฎหมาย

ข้อจำกัดในการ ต่อเติมหลังบ้าน ที่ทุกบ้านควรรู้คือ การเว้นระยะห่างระหว่างอาคารที่ก่อสร้างกับแนวเขตพื้นที่ดินข้างเคียง เพื่อป้องกันความปลอดภัย และง่ายต่อการซ่อมแซม ซึ่ง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วิธีป้องกัน ปัญหาในการต่อเติมบ้าน ที่อาจได้พบ

ตรวจสอบโครงสร้างเดิมของบ้านก่อนการต่อเติม

ปัญหาการต่อเติมบ้าน ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เจ้าของบ้านมองข้ามในการตรวจเช็คโครงสร้างตัวบ้าน และพื้นที่ดินโดยรอบตัวบ้าน โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรร ที่ก่อสร้างเสร็จไว บางครั้งตัวบ้านถูกสร้างบนที่ดินที่อาจเคยเป็นแหล่งน้ำ เมื่ออาศัยอยู่ได้สักระยะ พื้นดินจะเกิดการทรุดตัว เพราะการถมที่ดินใช้ระยะเวลาสั้น เมื่อมีการต่อเติมบ้านในภายหลัง อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัวจากธรรมชาติเกิดขึ้นได้

ควรแยกโครงสร้างใหม่ ออกจากโครงสร้างเดิม

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแยกตัวระหว่างตัวโครงสร้างบ้านเดิม กับส่วนต่อเติม เนื่องจากการต่อเติมบ้าน มักใช้เสาเข็มที่มีขนาดเล็กกว่า ตัวบ้าน เนื่องจากปัจจัยในการเข้าถึงพื้นที่ ที่ไม่สามารถนำปั่นจั่นเข้าไปยังพื้นที่ได้ จึงส่งผลให้โครงสร้างเดิม และส่วนต่อเติมเกิดการทรุดตัวที่แตกต่างกันได้ เพราะขนาดของเสาเข็มแตกต่างกัน อีกทั้งการเดินระบบยังง่ายไม่กระทบกับตัวบ้านเดิมอีกด้วยครับ

คำนวณการรับน้ำหนักของโครงสร้างบ้านหรืออาคารให้เหมาะสม

เจ้าของบ้านต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรับน้ำหนักของโครงสร้างบ้าน โดยเฉพาะคานที่มีอยู่เดิม บางครั้งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักสำหรับก่อกำแพงอิฐ และฉาบปูน แต่เป็นคานสำหรับรับน้ำหนักของพื้น ประกอบกับ ไม่ควรเชื่อมคานยื่นออกไปจากคานเดิม แต่ควรสร้างคานใหม่เพื่อรองรับพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างบ้านเดิมเกิดความเสียหาย เมื่อส่วน ต่อเติมเกิดการทรุดตัว

ศึกษาเรื่องกฎหมาย หรือ พรบ. ควบคุมอาคาร

ข้อจำกัดในการ ต่อเติมหลังบ้าน ที่ทุกบ้านควรรู้คือ การเว้นระยะห่างระหว่างอาคารที่ก่อสร้างกับแนวเขตพื้นที่ดินข้างเคียง เพื่อป้องกันความปลอดภัย ง่ายต่อการซ่อมแซม

โดยมีช่องเปิด หรือหน้าต่าง จำเป็นต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียง 2 เมตร แต่หากเป็นผนังทึบ ต้องเว้นระยะ 0.50 เมตร แต่บางครั้งเรามักเห็น ข้างบ้านต่อเติมติดรั้ว ก็อาจเป็นเพราะได้รับความยินยอมจากเจ้าของบ้านข้างเคียงเป็นลายลักษณ์อักษร จึงสามารถสร้างได้ตามข้อตกลง


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

กฎหมาย ต่อเติมบ้าน ที่ควรรู้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมา

การต่อเติมบ้านเป็นทางเลือกที่ดี หากคุณกำลังมองเห็นว่าบ้านของคุณยังขาดพื้นที่บางส่วนไป อย่างเช่น ต้องการขยายขนาดของห้องให้ใหญ่ขึ้น ต่อเติมห้องกินข้าวให้ดูทันสมัยมากขึ้น หรือการต่อเติมระเบียงให้เข้ากับสภาพอากาศในพื้นที่ ซึ่งมีข้อ กฎหมาย ควรรู้ก่อน ต่อเติมบ้าน เพื่อให้บ้านของเราเมื่อต่อเติมไปแล้วนั้นไม่มีปัญหาบานปลาย

กฎหมาย ที่ควรรู้ก่อน ต่อเติมบ้าน

ระยะห่างระหว่างอาคารที่ก่อสร้าง/ต่อเติมบ้าน

การต่อเติมอาคารชั้นเดียว หรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร เช่นการต่อเติมพื้นที่ครัวด้านหลังบ้าน , ต่อเติมห้องด้านข้างรวมถึงลานจอดรถนั้น จะมีข้อกำหนดเรื่องระยะห่างของผนังและที่ดินบ้านข้างเคียง ดังนี้

  • ผนังที่มีช่องเปิด ( เช่น หน้าต่าง, ช่องลมระบายอากาศ, ช่องแสง หรือบล็อคแก้ว) ควรมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร
  • ผนังทึบ (ไม่มีช่องแสง) ควรมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

ต้องได้รับการยินยอมจากบ้านข้างเคียง 

หากต้องการต่อเติมบ้านชิดเขตที่ดินของผู้อื่น ต้องมีหนังสือยืนยันว่า ได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ดินข้างเคียง ในกรณีที่เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ยินยอม ก็สามารถต่อเติมบ้านได้แต่ต้องทำเป็นผนังทึบ และเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 0.50 เมตร

ต้องของอนุญาตจากทางราชการมั้ย

ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กำหนดว่าถ้าดัดแปลง-ต่อเติม อาคารจะต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่บ้านของเราตั้งอยู่เช่น ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ให้แจ้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดย ผ่านสำนักงานเขตกรุงเทพฯ ที่บ้านเราตั้งอยู่ หรือถ้าตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัดก็ให้ขอ หรือแจ้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยเดินเรื่องผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั่นเอง

แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าดัดแปลง-ต่อเติม ?

กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นกรณีที่ไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างไว้ 5 กรณี ซึ่งหมายความว่าถ้านอกเหนือจากนี้จะต้องขออนุญาต จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • การ “เพิ่ม” หรือ “ลด” เนื้อที่ของพื้นชั้นใดชั้นหนึ่งรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน  หมายความว่า :  ถ้าเพิ่ม-ลดพื้นที่มากกว่า 5 ตารางเมตร หรือมีการเพิ่มเสาหรือคาน จะต้องขออนุญาต
  • การ “เพิ่ม” หรือ “ลด” เนื้อที่ของหลังคารวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน หมายความว่า :  ถ้าเพิ่ม-ลดพื้นที่หลังคา มากกว่า 5 ตารางเมตร หรือมีการเพิ่มเสาหรือคาน จะต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคาร ด้วยการใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิมหมายความว่า :  ถ้าเราเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคาร ด้วยวัสดุ คนละชนิดกับของเดิมจะต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยนส่วนใดๆ ภายในบ้านที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร ด้วยการใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิม หรือวัสดุชนิดอื่นที่ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมเกิน 10% ของน้ำหนักเดิม หมายความว่า :  ถ้าเราเปลี่ยนแปลงส่วนของอาคาร(ที่ไม่ใช่โครงสร้าง) ด้วยวัสดุอะไรก็ตามที่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10 % ต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยน ต่อเติม เพิ่ม ลด เนื้อที่ส่วนใดๆ ก็ตามในบ้านที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร และไม่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10% ของโครงสร้างอาคารเดิม หมายความว่า :  ถ้าเรามีการ ต่อเติม เพิ่ม ลด ส่วนของอาคาร(ที่ไม่ใช่โครงสร้าง) ด้วยวัสดุอะไรก็ตามที่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10 % ต้องขออนุญาต

การต่อเติมบ้านที่ไม่ได้ขออนุญาต มีโทษหรือไม่ ? 

ทั้งนี้ หากมีการต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือต่อเติมบ้านผิดไปจากแบบแปลนที่ยื่นขอไว้ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

เพราะใครๆ ก็อยากได้บ้านที่สวยที่สุด ถูกใจที่สุด และคุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะซื้อไว้ลงทุนปล่อยเช่า หรือว่าจะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยเองกับคนในครอบครัว แต่ว่าทุกคนก็มีนิยามคำว่า “บ้านที่ดี” ไม่เหมือนกัน บ้างก็ชอบบ้านที่มีพื้นที่เยอะๆ บ้างก็ชอบบ้านที่มีสวนกว้าง หรือบ้างก็ชอบบ้านที่มีห้องเยอะๆ ไว้เก็บของ หลายคนที่กำลังซื้อบ้านคงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ถ้าซื้อบ้านโครงการจัดสรร จะมี ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร อย่างไร หรือควรซื้อที่ดินมาสร้างบ้านเองดี เพราะถ้าทั้ง 2 แบบนี้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของบุคคล และครอบครัว ที่แตกต่างกันออกไป

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

โครงการบ้านจัดสรร

ข้อดีของการซื้อบ้านโครงการบ้านจัดสรร

ซื้อง่าย ขายคล่อง หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่มีการจัดการที่ดี หมายถึงได้รับความสะดวกในการซื้อ เพราะเป็นบ้านสร้างเสร็จสำเร็จรูป เจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องควบคุม ไม่จำเป็นต้องมาตามดูผลงานการสร้างบ้าน ไม่ต้องคิดเรื่องแบบบ้าน ไม่ต้องกังวลเรื่องงบว่าจะบานปลาย หรือผู้รับเหมาหนีงาน เพียงแค่คุณมีเงินจ่าย ทางโครงการเท่านั้นเอง ซึ้งโครงการ มักมีโปรโมชั่น ที่มอบความสะดวกในด้านต่างๆ ทั้งสินเชื่อ การโอนบ้าน หรือแม้แต่การตกแต่งภายใน พร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่พร้อมเข้าอยู่ได้เลย

ส่วนขายคล่อง หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่ชื่อเสียงดี ทำเลดี นอกจากจะได้อยู่อาศัยด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะบ้านจัดสรรที่ดีๆ มีมาตรฐานนั้น ซื้อง่ายขายคล่องกว่าบ้านสร้างเองเยอะ

ทำเลดี เดินทางสะดวก  โครงการบ้านส่วนใหญ่ มักมองหาทำเล ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยเดินทางได้อย่างสะดวก อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีถนนตัดผ่าน สามารถขับรถไปถึงหน้าบ้านได้อย่างแน่นอน หรือมีรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า หรือการขนส่งต่างๆ ยิ่งโครงการใด ทำเลดี ใกล้ศูนย์การค้า ใกล้โรงเรียน สถานที่ราชการ โรงพยาบาล หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โครงการเหล่านั้นมักเป็นที่ต้องการในการจับจองกันอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าโครงการอื่นๆ ก็ตาม เพราะเมื่อเทียบระยะยาวแล้ว การเดินทางที่สะดวกขึ้น ทำให้ลดค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการเดินทางเป็นอย่างมาก

ภูมิทัศน์ที่แน่นอน โครงการบ้านขนาดใหญ่ ได้มีการจัดวางผังโครงการไว้อย่างเป็นระเบียบ สวยงาม ทำให้ผู้อยู่อาศัย หันไปทางไหนก็จะมองเห็นความเป็นระเบียบ ลักษณะบ้านที่ออกแบบเหมือนกัน คล้ายกัน แน่นอนว่าภายในพื้นที่โครงการ จะไม่มีโครงการหรือโรงงานอะไรมาก่อสร้างในอนาคตแน่นอน จะแตกต่างจากการสร้างบ้าน เลือกที่ดินเอง เพราะในอนาคตต อาจมีโรงงานใหญ่มาอยู่ใกล้บ้าน อาจมีผับ สถานบันเทิงเริงรมณ์ สร้างเสียงดังรบกวน อีกทั้งการสร้างไม่มีระเบียบ ใครอยากจะสร้างแบบไหน ก็สร้างกันได้ มองแล้วก็จะไม่สวยงาม

สิทธิประโยชน์ต่างๆ จากโครงการและบริการหลังการขาย – เป็นสิ่งดีๆ ที่คุณจะได้รับจากการซื้อบ้านจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกันต่างๆ และเงื่อนไขพิเศษ ที่เป็นประโยชน์ในการเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งจะไม่มีในการปลูกบ้านเองเช่น กล้องวงจรปิด ป้อมยาม กำแพงสูงรอบโครงการ และระบบความปลอดภัยอื่นๆ รวมไปถึงความสะดวกในเรื่องการขอกู้ธนาคาร ชื่อเสียงของโครงการที่น่าเชื่อถือก็จะทำให้กู้ได้ง่ายกว่า

ได้เห็นบ้านสำเร็จก่อนซื้อ – สำหรับโครงการที่มีบ้านตัวอย่าง คุณก็จะได้เห็นภาพบ้านตัวอย่างให้มั่นใจว่า จ่ายเงินไปแล้วจะได้อะไร และถ้าเป็นบ้านที่สร้างเสร็จก่อนขาย คุณก็ได้ซื้อในสิ่งที่ตาเห็น ได้สัมผัสของจริง ด้วยความสบายใจ ไม่ต้องลุ้นเหมือนเวลาสร้างบ้านเอง

ซื้อง่ายขายคล่อง – หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่ชื่อเสียงดี ทำเลดี นอกจากจะได้อยู่อาศัยด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะบ้านจัดสรรที่ดี ๆ มีมาตรฐานนั้น ซื้อง่ายขายคล่องกว่าบ้านสร้างเองเยอะ

ข้อเสียของการซื้อบ้านโครงการบ้านจัด

แบบบ้านมีให้เลือกน้อย : การออกแบบบ้านโครงการจัดสรรต่างๆ นั้น มักนิยมออกแบบมาเพื่อความต้องการที่เป็นกลาง ผู้อยู่อาศัยจะไม่สามารถเลือกแบบบ้าน หรือสั่งพิเศษตามใจได้ อาจจะประยุกต์บางส่วนได้บ้าง แต่โดยโครงสร้างและดีไซน์หลักแล้ว ย่อมเป็นไปตามที่โครงการได้ออกแบบ และสร้างไว้ รวมถึงที่ดิน พื้นที่โดยรวมบริเวณข้างบ้านก็เช่นเดียวกัน จะมีอย่างจำกัดตามที่โครงการได้วางผังไว้ แต่ในข้อเสียก็มีข้อดีซ่อนไว้ นั่นคือความเป็นระเบียบนั่นเอง ก่อนเลือกซื้อจึงควรวางแผนให้ดี ต้องการกี่ห้องนอน มีห้องอะไรบ้าง เพื่อให้การใช้งานเหมาะสมกับครอบครัวมากที่สุด

วัสดุก่อสร้าง : ในด้านการเลือกซื้อวัสดุก่อสร้าง หากเป็นการสร้างบ้านเอง เจ้าของบ้านสามารถควบคุม สั่งซื้อได้ตามเกรดของวัสดุ รวมถึงสีสันของการตกแต่ง แต่หากเป็นบ้านโครงการมักมาสำเร็จรูป ผู้ซื้อจะไม่สามารถสั่งวัสดุแบบละเอียดได้ ยกเว้นโครงการที่จองก่อนสร้าง อาจมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนได้บ้าง แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามมาเช่นกัน

ราคาสูง : ถ้าเราเปรียบเทียบจากทำเล และขนาดของตัวบ้าน โดยส่วนใหญ่แล้วบ้านโครงการจะมีราคาสูงกว่าบ้านสร้างเอง เพราะบ้านโครงการนั้นมีการดูแลหลายภาคส่วน มีการจ้างพนักงานจำนวนมาก รวมถึงต้นทุนในการตลาดอีกด้วย อาจไม่เหมาะ สำหรับผู้ที่ต้องการมีพื้นที่ใช้สอยเยอะ แต่ต้องการประหยัดงบ ไม่เพียงเท่านี้ โครงการบ้านทำเลดีๆ ผู้อาศัยจริง มักไม่ได้เป็นผู้ซื้อรายแรก เพราะส่วนใหญ่แล้วมักผ่านการจับจองจากนักลงทุน เพื่อขายเก็งกำไร จะทำให้ผู้อยู่อาศัยจริง ซื้อบ้านในราคาที่สูงขึ้น

ค่าส่วนกลาง : บ้านโครงการจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่นั่นคุณก็จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางรายปี ซึ่งเจ้าของบ้านทุกหลัง ร่วมกันรับผิดชอบ เพื่อให้โครงการยังคงอยู่ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย อาจมีบางโครงการเมื่อเวลาผ่านไป อาจดูแลได้ไม่ดีนัก ตรงส่วนนี้ผู้ซื้อ จึงจำเป็นต้องศึกษาประวัติผลงาน ของแต่ละโครงการให้ดี ๆ เพราะหากบริการหลังการขายแย่แล้ว ผู้ซื้อจำเป็นต้องทนอยู่ไปอีกนาน


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com