construction phuket

ก่อสร้าง ภูเก็ต

ส่วนประกอบโครงหลังคา เพื่อความเข้าใจมากขึ้น จะได้สื่อสารกับช่างได้ถูกต้อง

บ้านของเรานั้นมีส่วนต่างๆมากมาย สำหรับใครที่กำลังจะปรับปรุงบ้าน หรือกำลังสร้างบ้านใหม่ อาจจะมึนงงกับอุปกรณ์ หรือวัสดุก่อสร้างต่างๆ ถ้าเรากังวลว่าช่างจะโกง หรือกลัวว่าสร้างไปแล้วเกินงบที่ตั้งไว้ไปมากนั้น เราอาจจะต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถคุยกับช่างได้อย่างเข้าใจมากขึ้น สำหรับบ้านของเรานั้นสิ่งที่สำคัญส่วนหนึ่งเลย คือหลังคาบ้าน ที่เป็นเหมือนสิ่งที่ค่อยปกป้องบ้านของเรา ซึ่งหลังคาบ้านนั้น มีส่วนประกอบหลากหลายชิ้นพอสมควร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ส่วนประกอบโครงหลังคา ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อความเข้าใจมากขึ้น จะได้คุยกับผู้รับเหมา หรือช่างซ่อมหลังคาได้ถูกต้องและเข้าในไปในทางเดียวกัน

ส่วนประกอบโครงหลังคา ได้แก่

1.ระแนง หรือ แป 

ระแนง (Batten) ทำหน้าที่ในการรองรับกระเบื้องขนาดเล็กในสมัยก่อน เช่น กระเบื้องหลังคา บ้านทรงไทย แต่ในปัจจุบัน ระแนงจะเปลี่ยนมาใช้เป็นเหล็กกล่องขนาด 25x25x1.6 มม. หรือ 50x50x1.6 มม. เพื่อให้มีความแข็งแรง แบกรับน้ำหนักกระเบื้องได้ดี

แป (Purlin) ทำหน้าที่ในการรองรับกระเบื้องขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักไม่มาก โดยจะใช้เป็นไม้ยางในสมัยก่อน ปัจจุบันจะนิยมใช้แปเหล็กตัวซี หรือ เหล็กกล่องมาใช้ เพื่อความแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบแปที่เป็นเหล็กเคลือบกัลวาไนซ์ เพื่อป้องกันสนิม และไม่ต้องทาสีซ้ำ

2. จันทัน

จันทัน หรือ Rafter เป็นส่วนโครงสร้างที่รับน้ำหนักจากแป โดยจันทันจะวางพาดระหว่างอเสเพื่อถ่ายน้ำหนักที่จันทันรับให้แก่ อเส โดยควรจะพิจารณาหน้าตัดของจันทันจากพื้นที่รับหลังคา และน้ำหนักของกระเบื้องที่จะนำมาใช้

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ จันทันพราง และจันทันเอก 

        1.1จันทันเอก ทำหน้าที่ รองรับน้ำหนักหลังคาจากแป และ วางพาด อเส ที่หัวเสา 

        1.2จันทันพราง ทำหน้าที่ รองรับน้ำหนักจากระแนงหรือแป และ วางพาดอยู่บนอกไก่และอเสในระหว่างช่วงเสา

3. ตะเข้สัน หรือ ตะเข้ราง

ตะเข้สัน Hip Rafter หรือ ตะเข้ราง Valley Rafter เปรียบเสมือนเป็นจันทันเอกที่วางอยู่ 4 มุมของหลังคา(ทรงปั้นหยา) โดยตะเข้สันหรือตะเข้รางจะต้องมีขนาดหน้าตัดความสูงเท่าจันทัน เพราะจันทันทุกตัวจะวิ่งมาเกาะกับตะเข้สัน หรือ ตะเข้ราง

4. อกไก่

อกไก่ หรือ Ridge เสมือนคานอยู่บริเวณส่วนกลางของหลังคา (ทรงจั่ว หรือ ทรงปั้นหยา) ทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักจากจันทันทุกตัวทั้ง 2 ด้าน 

5. ดั้ง

ดั้ง หรือ King Post คือเสาที่เสริมขึ้นมาเพื่อรองรับอกไก่ทดแทนเสาจริงของอาคาร 

6. ขื่อ

ขื่อ หรือ Tie Beam หรือเรียกว่า สะพายรับตั้ง ซึ่งขื่อจะทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักลงมาสู่เสาอาคารต่อไป เนื่องจากอกไก่ที่ไม่ได้วางอยู่ในตำแหน่งที่มีเสามารองรับ จึงอาศัยดั้งเข้ามารับแทน และถ่ายน้ำหนักไปยังคานที่เข้ามาแบกดั้งอีกที่หนึ่ง คานที่แบกรับดั้งนี้จึงเรียกว่า ขื่อ นั่นเอง 

7. ค้ำยัน 

ค้ำยัน ทำหน้าที่ ช่วยยึดไม้รับท้องจันทันและช่วยถ่ายน้ำหนักมาที่ขื่ออีกทีหนึ่ง

8. ดั้งโท

        ดั้งโท ทำหน้าที่เป็นดั้งรองรับไม้ท้องจันทัน แล้วถ่ายน้ำหนักบางส่วนมาที่ขื่ออีกที่หนึ่ง

9. ขื่อดัด 

ขื่อดัด ทำหน้าที่ รองรับไม้ท้องจันทันโดยยึดติดกับค้ำยันและจันทันเอก

10.อเส

อเส หรือ Stud Beam คือคานชั้นบนสุดของอาคาร ทำหน้าที่ยึดปลายเสาตอนบนเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นและถ่ายน้ำหนักโครงหลังคาสู่เสา เปรียบเสมือนคานรัดรอบตัวอาคาร และเป็นคานแบกรับน้ำหนักจากจันทันแต่ละตัวด้วย

11.เชิงชาย ทับเชิงชาย ทับปั้นลม ปิดกันนก ปั้นลม 

เชิงชาย หรือ Eaves เป็นส่วนที่เข้ามาเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับตัวบ้านโดยจะปิดปลายชายคาของจันทันทุกตัว และรวมไปถึงปิดกันไม่ให้นกเข้ามาอาศัยอยู่ใต้หลังคาของเราได้ 


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

กฎหมายระยะร่น และที่เว้นว่าง เพื่อไม่ให้การสร้างบ้านผิดกฎหมาย

ระยะร่นอาคาร และที่เว้นว่าง ถือเป็นกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับการสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง หรือการต่อเติมบ้าน โดยกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 55 ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งประกาศใช้ในปี 2543 กำหนดให้มีระยะร่นอาคาร และที่เว้นว่างเมื่อก่อสร้าง หรือต่อเติมอาคารไว้อย่างชัดเจน เจ้าของบ้านจึงต้องศึกษา กฎหมายระยะร่น ให้ดี เพื่อไม่ให้การสร้างบ้านผิดกฎหมาย และได้รับบทลงโทษ

ระยะร่น และที่เว้นว่างทำไมถึงสำคัญ?

เพื่อความปลอดภัยด้านอัคคีภัย กฎหมายระยะร่นอาคารนั้นมีความสำคัญมากเมื่อเกิดอัคคีภัย เพราะระยะที่เว้นจากถนนจะช่วยให้ขับรถดับเพลิงเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น และที่เว้นว่างรอบอาคารยังทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถดับเพลิงได้จากรอบด้าน และยังลดโอกาสที่ไฟจะลุกลามไปยังอาคารที่อยู่ใกล้เคียงกันอีกด้วย

เพื่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย เมื่ออาคารแต่ละหลังอยู่ไม่ติดกันจนเกินไป ก็จะช่วยป้องกันการรบกวนกันระหว่างผู้ใช้ได้ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสียง แสง กลิ่น และความเป็นส่วนตัว รวมถึงสัตว์รบกวนก็จะเดินทางระหว่างอาคารได้ยากขึ้น และการมีช่องว่างระหว่างอาคารยังช่วยทำให้อากาศถ่ายเทกว่าการสร้างอาคารโดนไม่คำนึงถึงที่เว้นว่าง

เพื่อการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคาร เมื่อที่เว้นว่างของอาคารมีเพียงพอ การก่อสร้าง ซ่อมแซม หรือต่อเดิมอาคารก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางนั่งร้าน ติดตั้งรางระบายน้ำ การฉาบปูน หรือทาสีบ้าน เพื่อให้การก่อสร้างยังอยู่ในเขตที่ดินของตัวเอง โดยไม่รบกวนหรือรุกล้ำไปยังเขตที่ดินข้างเคียง

ระยะร่น คือ ระยะห่างที่วัดจากตำแหน่งบนทางสาธารณะจนถึงแนวอาคาร ซึ่งมีทั้งการวัดจากเขตถนนและวัดจุดกึ่งกลางถนน โดยระยะร่นบ้านเดี่ยว ตึกแถว และอาคารสำนักงาน ก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทอาคารและขนาดของถนน ซึ่งระยะร่นจะต้องเป็นพื้นที่ว่างจากถนนจนถึงอาคาร โดยไม่สนใจแนวเขตที่ดินที่จะสร้างอาคารนั้น

ส่วนที่เว้นว่าง คือ ระยะห่างที่วัดจากแนวเขตที่ดินจนถึงแนวอาคารทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดที่เว้นว่างไว้ทั้งอาคารเดี่ยวและอาคารชุดที่เรียงติดกัน ดังนั้น ที่เว้นว่างกับระยะร่นบ้านจึงมีความแตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดตามกฎกระทรวงฯ ที่สรุปเฉพาะหัวข้อที่จำเป็นต้องทราบ ดังนี้

กฎหมายระยะร่น และที่เว้นว่าง

ข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะร่น

กรณีอาคารสูงไม่เกิน 2 ชั้นหรือ 8 เมตร (ข้อ 41 วรรค 1)

  • หากถนนกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ต้องมีระยะร่นจากจุดกึ่งกลางถนนอย่างน้อย 3 เมตร

กรณีอาคารสูงเกิน 2 ชั้นหรือ 8 เมตร หรือเป็นอาคารชุด (ข้อ 41 วรรค 2)

  • หากถนนกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ต้องมีระยะร่นจากจุดกึ่งกลางถนนอย่างน้อย 6 เมตร
  • หากถนนกว้างตั้งแต่ 10-20 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตถนนอย่างน้อย 1 ใน 10 ของความกว้างถนน
  • หากถนนกว้างเกิน 20 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตถนนอย่างน้อย 2 เมตร

กรณีอาคารอยู่ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ (ข้อ 42)

  • หากแหล่งน้ำกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 3 เมตร
  • หากแหล่งน้ำกว้างตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 6 เมตร
  • หากเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น บึง ทะเลสาบ หรือทะเล ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 12 เมตร

กรณีการสร้างรั้ว (ข้อ 47)

  • รั้วหรือกำแพงที่สร้างติดกับเขตถนน และมีระยะร่นรั้วจากเขตถนนน้อยกว่าความสูงของรั้ว ให้ก่อสร้างรั้วได้สูงไม่เกิน 3 เมตร โดยวัดจากระดับทางเท้าหรือถนน

ข้อกำหนดเกี่ยวกับที่เว้นว่าง

พื้นที่ว่างภายนอกอาคาร (ข้อ 33)

  • กรณีที่อยู่อาศัย ต้องมีที่ว่างภายนอกอาคารไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ชั้นที่กว้างที่สุด
  • กรณีไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ต้องมีที่ว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ชั้นที่กว้างที่สุด

หมายเหตุ กรณีห้องแถวหรือตึกแถวที่ทำตามข้อ 34 และข้อ 41 แล้วไม่ต้องทำตามข้อ 33 อีก

กรณีห้องแถวหรือตึกแถว (ข้อ 34)

  • หากอาคารสูงไม่เกิน 3 ชั้นและไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับถนนสาธารณะ ต้องมีที่เว้นว่างหน้าอาคารอย่างน้อย 6 เมตร
  • หากอาคารสูงเกิน 3 ชั้นและไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับถนนสาธารณะ ต้องมีที่เว้นว่างหน้าอาคารอย่างน้อย 12 เมตร
  • ต้องมีที่เว้นว่างหลังอาคารอย่างน้อย 3 เมตร
  • ทุก ๆ 10 คูหาหรือความยาว 40 เมตร ต้องมีที่เว้นว่างอย่างน้อย 4 เมตร และเป็นช่องตลอดความลึกของที่ดิน

กรณีบ้านแถวที่ใช้อยู่อาศัย (ข้อ 36)

  • บ้านแถวต้องมีที่เว้นว่างด้านหน้าอาคารอย่างน้อย 3 เมตร ด้านหลังอาคารอย่างน้อย 2 เมตร
  • ทุก ๆ 10 คูหาหรือความยาว 40 เมตร ต้องมีที่เว้นว่างอย่างน้อย 4 เมตร และเป็นช่องตลอดความลึกของที่ดิน

กรณีบ้านแฝด (ข้อ 37)

  • ต้องมีที่เว้นว่างด้านหน้าอาคารอย่างน้อย 3 เมตร
  • ต้องมีที่เว้นว่างด้านหลังและด้านข้างอาคารอย่างน้อย 2 เมตร

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ปัญหาในการต่อเติมบ้าน ที่อาจจะได้พบในระหว่างการต่อเติมหรือ ภายหลัง

การต่อเติมบ้าน เป็นหนึ่งในความต้องการของเจ้าของบ้าน ที่ต้องการใช้พื้นในบ้านให้คุ้มค่าและเป็นสัดส่วนมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักต่อเติมหลังบ้านเป็นครัวไทย หรือมุกซักรีด ซึ่งหลังการต่อเติมมักพบปัญหา ผนังแตกร้าว รั่วซึม จนบานปลายถึงขั้นทรุดตัว ปัญหาในการต่อเติมบ้าน ต่างๆเหล่านี้ สามารถแก้ไข และป้องกันได้ กับข้อควรรู้ก่อน ต่อเติมบ้าน

ปัญหาในการต่อเติมบ้าน ที่อาจเกิดขึ้น

โครงสร้าง

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “บ้านทุกหลัง หรือทุกอาคารมีการทรุดตัว” ไม่ว่าจะตอก เจาะ เสาเข็มหรือไม่ ก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่าจะมาก หรือน้อย แตกต่างกันเมื่อรู้แบบนี้แล้ว ก็ต้องเข้าใจว่า “การต่อเติมบ้าน” โครงสร้างใหม่ เข้าไปกับโครงสร้างบ้านเดิม ย่อมมีการ “แยก” ออกจากกัน โดยเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากโครงสร้างบ้านเดิม อยู่บนเสาเข็มที่ตอกไปแล้ว อาจมีการทรุดบ้าง แต่น้อย เช่น 1 เซนติเมตรต่อ 2 ปีแต่ส่วนต่อเติมบ้าน เช่น ครัวหลังบ้าน ไม่ได้ตอกเข็ม อาจทรุดลงปีละ 3 เซนติเมตร ทำให้เกิดรอยแตกร้าว เป็นต้นสิ่งที่เราพอจะทำได้คือ ป้องกัน/แก้ไข ไม่ให้รอยร้าวนั้น น่าเกลียด ตกแต่งเพื่อความสวยงาม

ผู้รับเหมา/ผู้รับจ้าง

สัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ต่อเติมบ้านที่ดีนั้น เอกสารต้องเป็นไปตามที่ตกลงกันของทั้งผู้รับจ้าง และเจ้าของบ้าน เพื่อเป็นการกำหนดข้อตกลงต่าง โดยควรมีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้

  • สัญญาควรระบุว่าผู้รับจ้างเป็นใคร ควรมีเอกสารของบริษัท หรือสำเนาบัตรประชาชนประกอบ เพื่อระบุตัวตนให้ชัดเจน
  • ผู้ว่าจ้างมีจุดประสงค์อย่างไร หมายความว่าให้ทำอะไร ที่ไหน วงเงินเท่าไร รวมถึงระยะเวลาการก่อสร้างนานเท่าไร ซึ่งควรระบุเป็นวันที่ชัดเจน เป็นต้น
  • กำหนดการจ่ายเงินเป็นงวดๆ และกำหนดค่าปรับถ้างานล่าช้ากว่ากำหนด โดยทั่วไปแล้วมักคิดหน่วยเป็นวัน รวมถึงควรระบุงานเพิ่ม-ลด และค่าใช้จ่ายต่างๆที่ผู้รับจ้า (ผู้รับเหมา) ต้องรับผิดชอบ

กฎหมาย

ข้อจำกัดในการ ต่อเติมหลังบ้าน ที่ทุกบ้านควรรู้คือ การเว้นระยะห่างระหว่างอาคารที่ก่อสร้างกับแนวเขตพื้นที่ดินข้างเคียง เพื่อป้องกันความปลอดภัย และง่ายต่อการซ่อมแซม ซึ่ง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วิธีป้องกัน ปัญหาในการต่อเติมบ้าน ที่อาจได้พบ

ตรวจสอบโครงสร้างเดิมของบ้านก่อนการต่อเติม

ปัญหาการต่อเติมบ้าน ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เจ้าของบ้านมองข้ามในการตรวจเช็คโครงสร้างตัวบ้าน และพื้นที่ดินโดยรอบตัวบ้าน โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรร ที่ก่อสร้างเสร็จไว บางครั้งตัวบ้านถูกสร้างบนที่ดินที่อาจเคยเป็นแหล่งน้ำ เมื่ออาศัยอยู่ได้สักระยะ พื้นดินจะเกิดการทรุดตัว เพราะการถมที่ดินใช้ระยะเวลาสั้น เมื่อมีการต่อเติมบ้านในภายหลัง อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัวจากธรรมชาติเกิดขึ้นได้

ควรแยกโครงสร้างใหม่ ออกจากโครงสร้างเดิม

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแยกตัวระหว่างตัวโครงสร้างบ้านเดิม กับส่วนต่อเติม เนื่องจากการต่อเติมบ้าน มักใช้เสาเข็มที่มีขนาดเล็กกว่า ตัวบ้าน เนื่องจากปัจจัยในการเข้าถึงพื้นที่ ที่ไม่สามารถนำปั่นจั่นเข้าไปยังพื้นที่ได้ จึงส่งผลให้โครงสร้างเดิม และส่วนต่อเติมเกิดการทรุดตัวที่แตกต่างกันได้ เพราะขนาดของเสาเข็มแตกต่างกัน อีกทั้งการเดินระบบยังง่ายไม่กระทบกับตัวบ้านเดิมอีกด้วยครับ

คำนวณการรับน้ำหนักของโครงสร้างบ้านหรืออาคารให้เหมาะสม

เจ้าของบ้านต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรับน้ำหนักของโครงสร้างบ้าน โดยเฉพาะคานที่มีอยู่เดิม บางครั้งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักสำหรับก่อกำแพงอิฐ และฉาบปูน แต่เป็นคานสำหรับรับน้ำหนักของพื้น ประกอบกับ ไม่ควรเชื่อมคานยื่นออกไปจากคานเดิม แต่ควรสร้างคานใหม่เพื่อรองรับพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างบ้านเดิมเกิดความเสียหาย เมื่อส่วน ต่อเติมเกิดการทรุดตัว

ศึกษาเรื่องกฎหมาย หรือ พรบ. ควบคุมอาคาร

ข้อจำกัดในการ ต่อเติมหลังบ้าน ที่ทุกบ้านควรรู้คือ การเว้นระยะห่างระหว่างอาคารที่ก่อสร้างกับแนวเขตพื้นที่ดินข้างเคียง เพื่อป้องกันความปลอดภัย ง่ายต่อการซ่อมแซม

โดยมีช่องเปิด หรือหน้าต่าง จำเป็นต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียง 2 เมตร แต่หากเป็นผนังทึบ ต้องเว้นระยะ 0.50 เมตร แต่บางครั้งเรามักเห็น ข้างบ้านต่อเติมติดรั้ว ก็อาจเป็นเพราะได้รับความยินยอมจากเจ้าของบ้านข้างเคียงเป็นลายลักษณ์อักษร จึงสามารถสร้างได้ตามข้อตกลง


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

กฎหมาย ต่อเติมบ้าน ที่ควรรู้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมา

การต่อเติมบ้านเป็นทางเลือกที่ดี หากคุณกำลังมองเห็นว่าบ้านของคุณยังขาดพื้นที่บางส่วนไป อย่างเช่น ต้องการขยายขนาดของห้องให้ใหญ่ขึ้น ต่อเติมห้องกินข้าวให้ดูทันสมัยมากขึ้น หรือการต่อเติมระเบียงให้เข้ากับสภาพอากาศในพื้นที่ ซึ่งมีข้อ กฎหมาย ควรรู้ก่อน ต่อเติมบ้าน เพื่อให้บ้านของเราเมื่อต่อเติมไปแล้วนั้นไม่มีปัญหาบานปลาย

กฎหมาย ที่ควรรู้ก่อน ต่อเติมบ้าน

ระยะห่างระหว่างอาคารที่ก่อสร้าง/ต่อเติมบ้าน

การต่อเติมอาคารชั้นเดียว หรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร เช่นการต่อเติมพื้นที่ครัวด้านหลังบ้าน , ต่อเติมห้องด้านข้างรวมถึงลานจอดรถนั้น จะมีข้อกำหนดเรื่องระยะห่างของผนังและที่ดินบ้านข้างเคียง ดังนี้

  • ผนังที่มีช่องเปิด ( เช่น หน้าต่าง, ช่องลมระบายอากาศ, ช่องแสง หรือบล็อคแก้ว) ควรมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร
  • ผนังทึบ (ไม่มีช่องแสง) ควรมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

ต้องได้รับการยินยอมจากบ้านข้างเคียง 

หากต้องการต่อเติมบ้านชิดเขตที่ดินของผู้อื่น ต้องมีหนังสือยืนยันว่า ได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ดินข้างเคียง ในกรณีที่เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ยินยอม ก็สามารถต่อเติมบ้านได้แต่ต้องทำเป็นผนังทึบ และเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 0.50 เมตร

ต้องของอนุญาตจากทางราชการมั้ย

ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กำหนดว่าถ้าดัดแปลง-ต่อเติม อาคารจะต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่บ้านของเราตั้งอยู่เช่น ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ให้แจ้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดย ผ่านสำนักงานเขตกรุงเทพฯ ที่บ้านเราตั้งอยู่ หรือถ้าตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัดก็ให้ขอ หรือแจ้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยเดินเรื่องผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั่นเอง

แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าดัดแปลง-ต่อเติม ?

กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นกรณีที่ไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างไว้ 5 กรณี ซึ่งหมายความว่าถ้านอกเหนือจากนี้จะต้องขออนุญาต จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • การ “เพิ่ม” หรือ “ลด” เนื้อที่ของพื้นชั้นใดชั้นหนึ่งรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน  หมายความว่า :  ถ้าเพิ่ม-ลดพื้นที่มากกว่า 5 ตารางเมตร หรือมีการเพิ่มเสาหรือคาน จะต้องขออนุญาต
  • การ “เพิ่ม” หรือ “ลด” เนื้อที่ของหลังคารวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน หมายความว่า :  ถ้าเพิ่ม-ลดพื้นที่หลังคา มากกว่า 5 ตารางเมตร หรือมีการเพิ่มเสาหรือคาน จะต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคาร ด้วยการใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิมหมายความว่า :  ถ้าเราเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคาร ด้วยวัสดุ คนละชนิดกับของเดิมจะต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยนส่วนใดๆ ภายในบ้านที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร ด้วยการใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิม หรือวัสดุชนิดอื่นที่ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมเกิน 10% ของน้ำหนักเดิม หมายความว่า :  ถ้าเราเปลี่ยนแปลงส่วนของอาคาร(ที่ไม่ใช่โครงสร้าง) ด้วยวัสดุอะไรก็ตามที่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10 % ต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยน ต่อเติม เพิ่ม ลด เนื้อที่ส่วนใดๆ ก็ตามในบ้านที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร และไม่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10% ของโครงสร้างอาคารเดิม หมายความว่า :  ถ้าเรามีการ ต่อเติม เพิ่ม ลด ส่วนของอาคาร(ที่ไม่ใช่โครงสร้าง) ด้วยวัสดุอะไรก็ตามที่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10 % ต้องขออนุญาต

การต่อเติมบ้านที่ไม่ได้ขออนุญาต มีโทษหรือไม่ ? 

ทั้งนี้ หากมีการต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือต่อเติมบ้านผิดไปจากแบบแปลนที่ยื่นขอไว้ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

เพราะใครๆ ก็อยากได้บ้านที่สวยที่สุด ถูกใจที่สุด และคุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะซื้อไว้ลงทุนปล่อยเช่า หรือว่าจะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยเองกับคนในครอบครัว แต่ว่าทุกคนก็มีนิยามคำว่า “บ้านที่ดี” ไม่เหมือนกัน บ้างก็ชอบบ้านที่มีพื้นที่เยอะๆ บ้างก็ชอบบ้านที่มีสวนกว้าง หรือบ้างก็ชอบบ้านที่มีห้องเยอะๆ ไว้เก็บของ หลายคนที่กำลังซื้อบ้านคงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ถ้าซื้อบ้านโครงการจัดสรร จะมี ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร อย่างไร หรือควรซื้อที่ดินมาสร้างบ้านเองดี เพราะถ้าทั้ง 2 แบบนี้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของบุคคล และครอบครัว ที่แตกต่างกันออกไป

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

โครงการบ้านจัดสรร

ข้อดีของการซื้อบ้านโครงการบ้านจัดสรร

ซื้อง่าย ขายคล่อง หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่มีการจัดการที่ดี หมายถึงได้รับความสะดวกในการซื้อ เพราะเป็นบ้านสร้างเสร็จสำเร็จรูป เจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องควบคุม ไม่จำเป็นต้องมาตามดูผลงานการสร้างบ้าน ไม่ต้องคิดเรื่องแบบบ้าน ไม่ต้องกังวลเรื่องงบว่าจะบานปลาย หรือผู้รับเหมาหนีงาน เพียงแค่คุณมีเงินจ่าย ทางโครงการเท่านั้นเอง ซึ้งโครงการ มักมีโปรโมชั่น ที่มอบความสะดวกในด้านต่างๆ ทั้งสินเชื่อ การโอนบ้าน หรือแม้แต่การตกแต่งภายใน พร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่พร้อมเข้าอยู่ได้เลย

ส่วนขายคล่อง หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่ชื่อเสียงดี ทำเลดี นอกจากจะได้อยู่อาศัยด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะบ้านจัดสรรที่ดีๆ มีมาตรฐานนั้น ซื้อง่ายขายคล่องกว่าบ้านสร้างเองเยอะ

ทำเลดี เดินทางสะดวก  โครงการบ้านส่วนใหญ่ มักมองหาทำเล ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยเดินทางได้อย่างสะดวก อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีถนนตัดผ่าน สามารถขับรถไปถึงหน้าบ้านได้อย่างแน่นอน หรือมีรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า หรือการขนส่งต่างๆ ยิ่งโครงการใด ทำเลดี ใกล้ศูนย์การค้า ใกล้โรงเรียน สถานที่ราชการ โรงพยาบาล หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โครงการเหล่านั้นมักเป็นที่ต้องการในการจับจองกันอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าโครงการอื่นๆ ก็ตาม เพราะเมื่อเทียบระยะยาวแล้ว การเดินทางที่สะดวกขึ้น ทำให้ลดค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการเดินทางเป็นอย่างมาก

ภูมิทัศน์ที่แน่นอน โครงการบ้านขนาดใหญ่ ได้มีการจัดวางผังโครงการไว้อย่างเป็นระเบียบ สวยงาม ทำให้ผู้อยู่อาศัย หันไปทางไหนก็จะมองเห็นความเป็นระเบียบ ลักษณะบ้านที่ออกแบบเหมือนกัน คล้ายกัน แน่นอนว่าภายในพื้นที่โครงการ จะไม่มีโครงการหรือโรงงานอะไรมาก่อสร้างในอนาคตแน่นอน จะแตกต่างจากการสร้างบ้าน เลือกที่ดินเอง เพราะในอนาคตต อาจมีโรงงานใหญ่มาอยู่ใกล้บ้าน อาจมีผับ สถานบันเทิงเริงรมณ์ สร้างเสียงดังรบกวน อีกทั้งการสร้างไม่มีระเบียบ ใครอยากจะสร้างแบบไหน ก็สร้างกันได้ มองแล้วก็จะไม่สวยงาม

สิทธิประโยชน์ต่างๆ จากโครงการและบริการหลังการขาย – เป็นสิ่งดีๆ ที่คุณจะได้รับจากการซื้อบ้านจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกันต่างๆ และเงื่อนไขพิเศษ ที่เป็นประโยชน์ในการเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งจะไม่มีในการปลูกบ้านเองเช่น กล้องวงจรปิด ป้อมยาม กำแพงสูงรอบโครงการ และระบบความปลอดภัยอื่นๆ รวมไปถึงความสะดวกในเรื่องการขอกู้ธนาคาร ชื่อเสียงของโครงการที่น่าเชื่อถือก็จะทำให้กู้ได้ง่ายกว่า

ได้เห็นบ้านสำเร็จก่อนซื้อ – สำหรับโครงการที่มีบ้านตัวอย่าง คุณก็จะได้เห็นภาพบ้านตัวอย่างให้มั่นใจว่า จ่ายเงินไปแล้วจะได้อะไร และถ้าเป็นบ้านที่สร้างเสร็จก่อนขาย คุณก็ได้ซื้อในสิ่งที่ตาเห็น ได้สัมผัสของจริง ด้วยความสบายใจ ไม่ต้องลุ้นเหมือนเวลาสร้างบ้านเอง

ซื้อง่ายขายคล่อง – หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่ชื่อเสียงดี ทำเลดี นอกจากจะได้อยู่อาศัยด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะบ้านจัดสรรที่ดี ๆ มีมาตรฐานนั้น ซื้อง่ายขายคล่องกว่าบ้านสร้างเองเยอะ

ข้อเสียของการซื้อบ้านโครงการบ้านจัด

แบบบ้านมีให้เลือกน้อย : การออกแบบบ้านโครงการจัดสรรต่างๆ นั้น มักนิยมออกแบบมาเพื่อความต้องการที่เป็นกลาง ผู้อยู่อาศัยจะไม่สามารถเลือกแบบบ้าน หรือสั่งพิเศษตามใจได้ อาจจะประยุกต์บางส่วนได้บ้าง แต่โดยโครงสร้างและดีไซน์หลักแล้ว ย่อมเป็นไปตามที่โครงการได้ออกแบบ และสร้างไว้ รวมถึงที่ดิน พื้นที่โดยรวมบริเวณข้างบ้านก็เช่นเดียวกัน จะมีอย่างจำกัดตามที่โครงการได้วางผังไว้ แต่ในข้อเสียก็มีข้อดีซ่อนไว้ นั่นคือความเป็นระเบียบนั่นเอง ก่อนเลือกซื้อจึงควรวางแผนให้ดี ต้องการกี่ห้องนอน มีห้องอะไรบ้าง เพื่อให้การใช้งานเหมาะสมกับครอบครัวมากที่สุด

วัสดุก่อสร้าง : ในด้านการเลือกซื้อวัสดุก่อสร้าง หากเป็นการสร้างบ้านเอง เจ้าของบ้านสามารถควบคุม สั่งซื้อได้ตามเกรดของวัสดุ รวมถึงสีสันของการตกแต่ง แต่หากเป็นบ้านโครงการมักมาสำเร็จรูป ผู้ซื้อจะไม่สามารถสั่งวัสดุแบบละเอียดได้ ยกเว้นโครงการที่จองก่อนสร้าง อาจมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนได้บ้าง แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามมาเช่นกัน

ราคาสูง : ถ้าเราเปรียบเทียบจากทำเล และขนาดของตัวบ้าน โดยส่วนใหญ่แล้วบ้านโครงการจะมีราคาสูงกว่าบ้านสร้างเอง เพราะบ้านโครงการนั้นมีการดูแลหลายภาคส่วน มีการจ้างพนักงานจำนวนมาก รวมถึงต้นทุนในการตลาดอีกด้วย อาจไม่เหมาะ สำหรับผู้ที่ต้องการมีพื้นที่ใช้สอยเยอะ แต่ต้องการประหยัดงบ ไม่เพียงเท่านี้ โครงการบ้านทำเลดีๆ ผู้อาศัยจริง มักไม่ได้เป็นผู้ซื้อรายแรก เพราะส่วนใหญ่แล้วมักผ่านการจับจองจากนักลงทุน เพื่อขายเก็งกำไร จะทำให้ผู้อยู่อาศัยจริง ซื้อบ้านในราคาที่สูงขึ้น

ค่าส่วนกลาง : บ้านโครงการจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่นั่นคุณก็จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางรายปี ซึ่งเจ้าของบ้านทุกหลัง ร่วมกันรับผิดชอบ เพื่อให้โครงการยังคงอยู่ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย อาจมีบางโครงการเมื่อเวลาผ่านไป อาจดูแลได้ไม่ดีนัก ตรงส่วนนี้ผู้ซื้อ จึงจำเป็นต้องศึกษาประวัติผลงาน ของแต่ละโครงการให้ดี ๆ เพราะหากบริการหลังการขายแย่แล้ว ผู้ซื้อจำเป็นต้องทนอยู่ไปอีกนาน


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

กฎหมาย ควรรู้ก่อนสร้างบ้าน ด้วยตนเองเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

หากคุณมีที่ดินบนทำเลที่ดี ก็เหมาะที่จะสร้างบ้านของตัวเอง ซึ่งต้นทุนอาจจะต่ำกว่าซื้อบ้านจัดสรรบนทำเลเดียวกันก็ได้ และหากคุณพร้อมไปด้วยปัจจัยภายใน ทั้งเรื่องงบประมาณ ทำเล ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยแล้ว ก่อนจะทำการสร้างบ้าน ยังมีเรื่องของกฎหมายที่ ควรรู้ก่อนสร้างบ้าน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงขนาดที่ดิน ประเภทที่ดินที่ครอบครองอยู่ ก่อนสร้างบ้านจึงต้องมาดูข้อกฎหมายที่ดิน และการปลูกสร้างกันก่อนว่า ที่ดินแบบนี้ สามารถปลูกสร้างบ้านได้แบบไหน ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายที่ดินอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง

กฎหมาย ควรรู้ก่อนสร้างบ้าน

ก่อนจะสร้างบ้าน อาจจะต้องมีการถมที่ เพื่อปรับระดับที่ดิน เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์ และกฎหมายพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ. 2543 ประกอบด้วยมาตราที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ ด้วยกัน 3 มาตรา คือ

– มาตราที่ 17 ผู้ใดประสงค์จะทำการขุดดิน โดยมีความลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร หรือมีพื้นที่ปากบ่อดินเกิน 10,000 ตารางเมตร หรือมีความลึกหรือพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด

– มาตรา 24 การขุดดินโดยมีความลึกจากระดับพื้นดินไม่เกิน 3 เมตร เมื่อจะขุดดินใกล้แนวเขตที่ดินของผู้อื่นในระยะน้อยกว่าสองเท่าของความลึกของบ่อดินที่จะขุดดิน ต้องจัดการป้องกันการพังทลายของดินตามวิสัยที่ควรกระทำ

– มาตรา 26 ผู้ใดประสงค์จะทำการถมดินโดยมีความสูงของเนินดินเกินกว่าระดับที่ดินต่างเจ้าของที่อยู่ใกล้เคียง และมีพื้นที่ของเนินดินไม่เกินสองพันตารางเมตร หรือ มีพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ต้องจัดให้มีการระบายน้ำเพียงพอที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เจ้าของที่ดินที่อยู่ข้างเคียงหรือบุคคลอื่น พื้นที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกินสองพันตารางเมตร

เมื่อทำการปรับปรุงที่ดินที่จะขึ้นบ้านใหม่เสร็จ สิ่งที่เจ้าของบ้านจะต้องดูต่อไปในเรื่องการขออนุญาตเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตก่อนจากเจ้าพนักงานก่อน หากเจ้าของที่ดินมีการว่าจ้างบริษัทสร้างบ้าน ส่วนใหญ่บริษัทสร้างบ้านจะเป็นคนดำเนินการในส่วนนี้ให้

หลังจากได้รับการอนุญาตในการสร้างบ้านแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรคำนึงถึงก็คือพระราชบัญญัติการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 ซึ่งส่วนใหญ่การสร้างบ้านขึ้นเอง จะต้องดูข้อกฎหมายหลัก ๆ ด้วยกัน 4 มาตรา ดังนี้

– มาตรา 36 “ที่ว่าง” หมายความว่า พื้นที่อันปราศจากหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอาจจะจัดให้เป็นบ่อน้ำ สระว่ายน้ำ บ่อพักน้ำเสีย ที่พักรวมมูลฝอยหรือที่จอดรถ ที่อยู่ภายนอกอาคารก็ได้ และให้ความหมายรวมถึงพื้นที่ของสิ่งก่อสร้างหรืออาคารที่สูงจากระดับพื้นดินไม่เกิน 1.20 เมตร และไม่มีหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุมเหนือระดับนั้น ซึ่งกฎหมายจะบังคับให้มีที่ว่างโดยรอบบ้านตั้งแต่ตัวอาคารจรดรั้วผนังด้านนอกตั้งแต่ 2 ม. เป็นต้นไป

– มาตรา 50 อาคารที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ถนนสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร มิให้มีส่วนของอาคารล้ำเข้ามาในแนวร่นดังกล่าว ยกเว้นรั้วหรือกำแพงกั้นแนวเขตที่สูงไม่เกิน 2 เมตร

– มาตรา 51 ที่ดินที่อยู่มุมถนนสาธารณะที่กว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไปแต่ไม่เกิน 8 เมตร และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา รั้วหรือกำแพงกั้นเขตต้องปาดมุมมีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่าๆ กันห้ามมิให้รั้ว กำแพง หรือส่วนของอาคารยื่นล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนที่ปาดมุม

– มาตรา 54 อาคารด้านชิดที่ดินเอกชน ช่องเปิด ประตู หน้าต่าง ช่องระบายอากาศ หรือริมระเบียงสำหรับชั้น 2 ลงมาหรือสูงไม่เกิน 9 เมตร ต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร และสำหรับชั้น 3 ขึ้นไปหรือสูงเกิน 9 เมตร ต้องห่างไม่น้อยกว่า 3 เมตร

– มาตรา 55 อาคารที่มีความสูงไม่เกิน 15 เมตร (บ้านเดี่ยวประมาณ 2 ชั้น) ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 1 เมตร ยกเว้นบ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร อาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร

– มาตรา 56 บ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร ให้ผนังด้านที่ไม่มีช่องเปิดสามารถสร้างห่างเขตที่ดินได้น้อยกว่า 1 เมตร ถ้าห่างเขตที่ดินน้อยกว่า 50 เซนติเมตร ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินด้านนั้นด้วย


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

วัสดุปูพื้นภายนอก

วัสดุปูพื้นภายนอก

วัสดุปูพื้นภายนอก นั้นมีหลายแบบ และหลายวัดถุประสงค์ เช่น พื้นไม้เพิ่มความอบอุ่นสวยงามเดินแล้วสบาย หรือพื้นหินทรายเพิ่มความเป็นสุขุมให้กับสวน หรือพื้นหินแม่น้ำเพิ่มความเรียบง่ายและสง่างาม หรือพื้นปูนที่ดูง่ายๆ แต่ได้ประโยชน์ใช้สอยเต็มที่ เรามาดูว่าวัสดุแต่ละชนิดนั้น เป็นอย่างไรกันบ้าง

กระเบื้องปูพื้น

กระเบื้องปูพื้น ที่ควรเลือกใช้ในงานภายนอก ควรเลือกที่มีความทนทาน มากกว่ากระเบื้องปูพื้นทั่วๆไป เพราะจะต้องทนต่อแสงแดดตลอดวัน และความชื้นจากภายนอก ดังนั้นกระเบื้องที่แนะนำ ให้ใช้ปูภายนอก คือกระเบื้องเอ็กซ์พอร์ซเลน ที่มีความทนทานกว่ากระเบื้องทั่วไป ทนต่อแรงกดได้มากกว่ากระเบื้องเซรามิค และสามารถดูดซึมน้ำต่ำ ปลอยภัย ไม่ลื่นง่าย และมีให้เลือกหลายลวดลายทั้งลายหินธรรมชาติ ที่มีผิวสัมผัสเหมือนจริง และลายไม้ที่ใช้ลาย และผิวคล้ายลายไม้ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในการใช้งานนอกบ้านมากๆ

พื้นไม้จริง

นับว่าเป็นวัสดุยอดนิยม สำหรับงานตกแต่งเสมอ ทั้งภายนอก และภายใน การเลือกใช้ไม้เป็นส่วนประกอบ จะช่วยให้ความรู้สึกอบอุ่น ใกล้ชิดธรรมชาติ สร้างบรรยากาศที่สงบร่มเย็นให้กับพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี  ปัจจุบันในการผลิตไม้จริงนั้นมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ไม้จริงมีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น ลดปัญหาเรื่อง ปลวก แมลง เชื่อรา ทั้งนี้ควรเลือกใช้ไม้ที่ผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐาน รวมถึงการเลือกใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ที่มีคุณภาพ ก็สามารถช่วยยืดอายุของไม้ให้คงทนยาวนานได้เช่นกัน

พื้นไม้เทียม, พื้นไม้เทียมพลาสติกคอมโพสิต

ไม้เทียมคอมโพสิต มีหลากสีหลายลายให้เลือกใช้ เช่น ลายไม้ หรือลายเสี้ยน มักใช้บริเวณรอบๆ สะว่ายน้ำ พื้นทางเดินในสวน หรือพื้นระเบียงภายนอก เนื่องจากเป็นวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสเหมือนไม้จริง และป้องกันปลวกได้ดีกว่าเพราะมีส่วนผสมของพลาสติก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ควรติดตั้งไม้เทียมให้ถูกวิธีตามมาตรฐานของผู้ผลิต ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ ไม้ดีด โก่ง งอ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดตั้งที่ไม่ถูกวิธี เช่น ไม่เว้นระยะให้วัสดุขยายหรือหดตัวส่งผลให้ให้ไม้ดีด หรือการใช้อุปกรณ์ประกอบที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามที่ผู้ผลิตไม้เทียมกำหนดไว้ ก็เป็นสาเหตุให้มีปัญหาในการใช้งานได้เช่นกัน

หญ้าเทียม

หญ้าเทียมนั้นตอบโจทย์มาก สำหรับคนที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ แต่ไม่มีเวลาดูแลรักษา ทั้งการตัดแต่งต่างๆ เพียงปูพื้นที่หน้าบ้าน ด้วยหญ้าเทียมที่มีให้เลือกหลายแบบ ก็หมดปัญหาเรื่องการดูแลสนามหน้าบ้านได้เลย เพราะเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้งานทั้งพื้นที่ภายนอก และภายใน เนื่องจากเป็นวัสดุเลียนแบบหญ้าธรรมชาติ ที่ผลิตจากใยสังเคราะห์โพลีเอทิลีน นิยมใช้ปูพื้นในสนามกีฬา หรือนอกอาคาร เพื่อตกแต่งสถานที่ จัดเป็นวัสดุที่มีความคงทนสูง, ระบายน้ำได้ดี แต่หญ้าเทียมนั้น ถึงแม้จะสะดวกสบายในเรื่องการดูแลรักษา แต่ก็มีราคาสูง ซึ่งเมื่อเทียบในระยะยาวแล้ว ก็ถือว่าคุ้ม

พื้นหินธรรมชาติ 

พื้นหินธรรมชาติ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่น และเข้าถึงธรรมชาติได้มากที่สุด นอกจากนั้นการเลือกวัสดุชนิดนี้ สำหรับการปูพื้นภายนอกอาคาร จะช่วยให้ที่พักอาศัยของเรามีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคุณสมบัติเด่นที่สุดของพื้นหินธรรมชาติ คงเป็นเรื่องของความสวยงามเฉพาะตัว ที่ไม่มีวัสดุชนิดไหนทำได้ บวกกับสามารถสร้างสรรค์งานออกแบบในสไตล์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติอย่าง Nature หรือ Topical ได้อย่างลงตัว เมื่อบวกกับความแข็งแรงทนทานด้วยแล้ว ยิ่งทำให้วัสดุชนิดนี้มีความน่าสนใจไม่น้อย

บล็อกปูพื้น

สำหรับใครที่ต้องการพื้นที่มีความแข็งแรง ทนทานใช้งานได้ยาวนาน ควรเลือกบล็อกปูพื้นที่มีความทนทาน สามารถกระจายน้ำหนักได้ดี รับแรงกด และแรงกระแทกได้ดี ทั้งยังสามารถแก้ไข ปรับแต่งรูปแบบได้หลากหลาย โดยบล็อกปูพื้นนั้น จะนิยมใช้ปูพื้นรอบบ้านที่มีรถวิ่งประจำ แต่หากอยากได้ความเป็นธรรมชาติร่วมด้วย ก็สามารถเลือกบล็อกที่เป็นบล็อกปลูกหญ้า ก็สามารถตอบโจทย์คนรักธรรมชาติได้ดี

พื้นหินทราย

หินทราย ถือเป็นทางเลือก ที่นักออกแบบทางภูมิสถาปัตย์ส่วนใหญ่ นิยมใช้งานอย่างแพร่หลาย เนื่องจากจุดเด่นของสี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บวกกับพื้นผิวของวัสดุ ที่มีความแตกต่างจากวัสดุชนิดอื่น ด้วยความละเอียดของเนื้อวัสดุ ที่มีลักษณะเป็นทรายละเอียด บวกกับสี ที่ค่อนข้างเฉพาะตัว อย่าง เหลือง, แดง, ขาว, เขียว จึงทำให้ช่วยสร้างอารมณ์ให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น บวกกับวัสดุปูพื้นชนิดนี้ ยังมีให้เลือกใช้งาน ทั้งแบบผิวธรรมชาติ, ผิวต๊อก, ผิวขัดเรียบ, ผิวพ่นไฟ เป็นต้นฯ

พื้นกรวดล้าง 

กรวดล้างมีความแข็งแกร่งทนทาน และที่สำคัญคือ กันลื่นได้ดี ผลิตจากกรวดทะเลก้อนเล็กกลมมน ซึ่งมีหลายสี เช่น น้ำตาลนวล เหลืองเข้ม เหลืองอ่อน เขา เทา ดำ ผสมกับปูนซีเมนต์ขาวแล้วทำการล้าง หรือขัดผิวของซีเมนต์ขาวด้านบนออกให้เห็นตัวเม็ดกรวด กรวดที่นำมาใช้นั้นมีให้เลือกหลายเบอร์ โดยเบอร์ยิ่งมากกรวดก็ยิ่งมีขนาดเล็ก กรวดล้างนิยมใช้เป็นพื้นรอบสระว่ายน้ำ หรือพื้นลานจอดรถ การทำกรวดล้างสามารถทำในที่ได้ ซึ่งจะทำพื้นที่ใหญ่แค่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการ แต่ต้องแบ่งแนวด้วยเส้นอะลูมิเนียม หรือเส้นแบ่งแนวพีวีวี เพื่อป้องกันการแตกร้าวของวัสดุ เช่นเดียวกันกับที่เราใช้เส้นแบ่งแนวกับพื้นหินขัด ปัจจุบันกรวดล้างมีแบบแผ่นสำเร็จรูป ซึ่งสามารถใช้งานได้สะดวกกว่าเดิมมาก เพราะไม่ต้องจ้างช่างมาติดตั้งหน้างาน 

พื้นทรายล้าง (Washed Sand Flooring)

ทรายล้างผลิตโดยกรวดละเอียดจากแหล่งน้ำจืดซึ่งมีขนาด และสีให้เลือกใช้เพียงแบบเดียวคือ สีน้ำตาลแดงเหมือนทรายทั่วไป กรวดล้างและทรายล้างนั้นเมื่อใช้งานไปซักระยะ อาจมีคราบตะไคร่ หรือคราบเชื้อราเกิดขึ้นได้ ในขั้นตอนการติดตั้ง ควรเคลือบผิวด้วยน้ำยาป้องกันตะไคร่น้ำ และเชื้อรา ซึ่งสามารถช่วยป้องกันคราบสกปรกต่างๆ ได้ด้วย การทำความสะอาดสามารถใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงได้ และไม่ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์เป็นกรด

พื้นกรวดแม่น้ำ (Pebbles)

กรวดแม่น้ำมีลักษณะกลมมน ช่วยปิดผิวดินทำให้ภาพรวมดูสวยสะอาดตา และยังลดการกระเด็นของดินโคลนเวลาฝนตกได้อีกด้วย จึงนิยมใช้ในการตกแต่ง หรือจัดสวน โดยเฉพาะบริเวณรอบๆ ต้นไม้ ริมผนังอาคาร หรือบริเวณทางเดินแต่อาจจะไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ใช้รถเข็น  มีให้เลือกหลายสี เช่น สีน้ำตาล สีส้ม สีเหลือง สีขาว สีดำ ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา การป้องกันกรวดจม สามารถทำได้โดยเททรายรองด้านล่างก่อนแล้วอัดให้แน่น จากนั้นจึงขึงตาข่ายพลาสติกให้ทั่วบริเวณ เพื่อป้องกันไม่ให้หิน หรือกรวด ที่เราเอามาโรยนั้นจมหายไป และเพื่อความสวยงามควรโรยกรวดให้แน่นพอสมควร เพราะถ้าห่างไปจะทำให้เห็นตาข่ายด้านล่างได้ 

เทพื้นคอนกรีต

หากบ้านไหนไม่มีเวลาในการดูแลรอบบ้าน หรือเบื่อในการตัดหญ้ารอบบ้าน วิธีนี้สะดวก รวดเร็ว และประหยัด เพียงเทคอนกรีตโดยรอบบ้าน โดยในการเทนั้น ก็ควรดูในเรื่องของการรับน้ำหนักของพื้นที่นั้นๆ ว่ามีรถผ่านบ่อย หรือเป็นเพียงทางเดินไม่มีรถผ่าน ซึ่งคอนกรีตสำเร็จรูปนั้น มีให้เลือกค่าStrength หรือค่ากำลังอัดคอนกรีต ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่นั้นเอง นอกจากนี้เพื่อเพิ่มลวดลายให้บ้านดูมีมิติยิ่งขึ้น อาจทำเป็นพื้นคอนกรีตพิมพ์ลาย ที่ให้ลายเหมือนกับการปูบล็อกปูพื้น แต่ราคาประหยัดกว่านั่นเอง

วัสดุปูพื้นภายนอก นั้นยังมีอีกหลากหลายชนิด ให้เราได้เลือกใช้ เพื่อตกแต่งบ้านของเรา ให้เข้ากับสไตล์ และความชอบของเรา


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

วัสดุปูพื้นภายใน

วัสดุปูพื้นภายใน มีทั้งประเภทที่เน้นความสบายในการเดินเท้าเปล่า เช่น พื้นไม้จริง และไม้เทียม ประเภทเน้นความทนทาน เช่น พื้นกระเบื้องและหิน และประเภทที่มีลักษณะพิเศษ เช่น พื้นกระจก และพื้นโลหะกันลื่น โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานและสไตล์การตกแต่ง

กระเบื้องเซรามิก เป็นวัสดุปูพื้นที่นิยมมาก เพราะมีราคาถูก มีความแข็งแกร่งทนทาน น้ำหนักเบา กันน้ำได้ดี ทำความสะอาดง่าย ทั้งยังมีหลากหลายสีสัน และลวดลาย ติดตั้งได้ทั้งภายนอกและภายใน โดยทั่วไปแล้วกระเบื้องเซรามิกจะแบ่งตามการใช้งานเป็นแบบปูพื้น และแบบกรุผนัง และยังแบ่งตามผิวเคลือบอีก 2 ชนิด ได้แก่ชนิดเคลือบผิวมัน (Glossy) และผิวธรรมดา (Matt) ซึ่งแบบผิวธรรมดาก็ยังแบ่งเป็นกระเบื้องผิวไม่หยาบ (Satin) และผิวหยาบ (Rustic) อีกด้วย แต่ข้อด้อยของกระเบื้องเซรามิก ก็คือ ถ้าช่างปูพื้นไม่ดีกระเบื้องจะแตกเสียหายและซ่อมค่อนข้างยาก และอีกข้อคือผิวสัมผัสค่อนข้างเย็นอาจไม่เหมาะกับบ้านที่มีผู้สูงอายุ แต่ส่วนประกอบทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ดิน หิน หรือแร่ต่างๆ เป็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เฉลี่ยมากกว่า 15 ปีขึ้นไป

ข้อดี

-สีสัน ลวดลายให้เลือก หลายขนาด หลายราคา

-ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย

ข้อด้อย

-รื้อแล้วนำกลับมาปูใหม่ไม่ได้

-เปียกน้ำแล้วมักจะลื่น ผิวสัมผัสเย็นเท้า

-เหมาะสำหรับพื้นที่มีโอกาสเปียกน้ำ หรือโดนความชืนบ่อยๆ เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ

พื้นหินอ่อน หรือหินแกรนิต พื้นหินอ่อน และหินแกรนิต เป็นวัตถุดิบที่ได้จากกระบวนการทางธรรมชาติ ดังนั้นจึงให้บรรยากาศของความหรูหรา มีระดับ และมีลวดลายสวยงาม โดยหินแกรนิตจะแข็งแรง ทนรอยขีดข่วนได้มากกว่าหินอ่อน แต่หินอ่อนจะให้ความรู้สึกหรูหรามากกว่า ส่วนมากนิยมใช้หินอ่อน และหินแกรนิตปูพื้นภายในอาคาร และมีเวลาใช้งานที่ยาวนานกว่า 10 ปี ในอดีตนิยมการใช้หินอ่อนย่างแพร่หลาย สังเกตุได้จากสถานที่สำคัญต่างๆ แต่ในปัจจุบันกลับมีการใช้งานน้อยลง เพราะมีวัสดุอื่นทดแทนที่มีคุณสมบัติเทียบเท่า หรือใกล้เคียงกันในราคาที่ถูกกว่า เช่น กระเบื้องแกรนิตโต้

ข้อดี

-ทำความสะอาดง่าย

-ทนทานมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

-ลวดลายสวยงาม

-มีความหรูหรา และเป็นเอกลักษณ์

ข้อด้อย

-ไม่ทนต่อกรด

-ผิวสัมผัสลื่นเมื่อโดนน้ำ

-ไม่ทนต่อรอยขีดข่วน

-ซีดจางง่าย ถ้าโดนแสงแดดจัด

กระเบื้องแกรนิตโต้ หรือ กระเบื้องเซรามิกชนิดหนึ่ง ที่เป็นกระเบื้องหินเทียม ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ทดแทนหินแกรนิตธรรมชาติ มีส่วนผสมของผงหินแกรนิต แล้วนำไปผ่านการเผาด้วยความร้อนสูง แข็งแรงเทียบเท่าหินแกรนิต โดยทั่วไปแข็งแกร่งกว่ากระเบื้องเซรามิกชนิดอื่น เนื้อกระเบื้องเป็นเนื้อเดียวทั้งแผ่น เมื่อแตกจึงไม่เห็นรอยต่างจากกระเบื้องเซรามิก แกรนิตโต้มีราคาสูงกว่ากระเบื้องเซรามิกเพราะเป็นกระเบื้องที่มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ ทนทาน จึงเหมาะกับการปูพื้น และผนัง ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก โดยกระเบื้องแกรนิตโต้มีทั้งผิวหยาบ ผิวเรียบ ผิวมันเงา สามารถเลือกสภาพผิวได้ตามการใช้งาน

ข้อดี

-แข็งแรง ทนต่อรอยขีดข่วน

-มีขนาด และลวดลายหลายแบบ

-การดูดซึมน้ำต่ำ

-ปูได้ทั้งงานภายใน และงานภายนอก งานพื้น งานผนัง

ข้อด้อย

-เปียกน้ำแล้วมักจะลื่น

-ค่าปูท่าค่อนข้างแพง

พื้นไม้ หรือพื้นไม้กระดาน คือไม้จริงตามธรรมชาติ มีอยู่มากมายหลายชนิดตามพันธุ์ไม้ โดยชนิดที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปได้แก่ ไม้แดง ไม้มะค่า และไม้สัก มีคุณสมบัติเด่น คือมีความแข็งแรงทนทาน มีสีสันสวยงามเป็นธรรมชาติ ตามชนิดของไม้นั้นๆ อาทิเช่นไม้โอ้คจะมีสีเหลือง ไม้บีชสีจะออกส้ม ไม้เมเปิ้ลจะออกขาวนวลๆ และ ไม้วอลนัทจะออกเป็นสีน้ำตาล เป็นต้น

ยังสามารถขัดหรือทำสีใหม่ได้อยู่ตลอดแม้ใช้ไปนานวัน พบเห็นได้ตามบ้านทรงไทย ราคาพื้นไม้โดยทั่วไปค่อนข้างแพงไป แต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายเมือสัมผัส ราคาไม้ที่แพงในปัจจุบันเนื่องจากไม้เป็นวัสดุที่หายากขึ้น แต่ก็มีการใช้วัสดุอื่นมาทดแทนไม้แผ่น ส่วนข้อควรระวังของพื้นไม้จะต้องระวังเรื่องความชื้น ถ้าเปียกต้องรีบเช็ดและระวังรอยขีดข่วนอาจเกิดขึ้นง่าย นอกจากนี้อาจมีปัญหาเรื่องการยืดหดตัวด้วย ปัจจุบันการปูพื้นจะปูทับลงไปบนพื้นคอนกรีตเลย ทำให้ไม่มีเสียงดังเวลาเดิน

ข้อดี

-ติดตั้งรวดเร็ว

-สวยงามเป็นธรรมชาติ

-หากผิวหน้าเป็นรอย สามารถขัดทำสีใหม่ได้

ข้อด้อย

-ราคาแพง

-ต้องระวังปลวก

-ไม่ทนไฟ

-ยืดหดตามสภาพอากาศ

พื้นไม้ลามิเนต  เป็นวัสดุที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับไม้จริง โดยนำเยื่อไม้มาบดละเอียดและอัดขึ้นมาเป็นแผ่น จุดแข็งข้อสำคัญของพื้นไม้ลามิเนต คือ ราคาที่ถูกกว่าพื้นไม้จริงอยู่หลายเท่า และ การใช้วัสดุพื้นไม้ลามิเนต ยังเป็นการลดการตัดไม้ทำลายป่าไปในตัว ด้วยราคาพื้นไม้ลามิเนตที่ถูกกว่า แต่ยังให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาตติ เหมือนวัสดุพื้นไม้จริง

ข้อดี

-สามารถติดตั้งได้ง่าย ซ่อมง่าย

-ทนแรงกระแทก

-ทำความสะอาดได้ง่าย

ข้อด้อย

-อย่าให้มีน้ำขัง เพราะจะทำให้แผ่นลามิเนตบวม และหลุดล่อน

-ไม่ทนแรงกระแทก สึกหรอง่าย

-ถ้าวัสดุปูรองพื้นไม่หนาพอ เวลาเดินแล้วจะเสียงดังก๊อกแก๊ก

อีพ็อกซี่ เป็นสารที่ใช้เคลือบผิวพื้นปูนอีกที ช่วยปกป้องรักษาพื้นผิวไม่ให้แตกร้าว มีคุณสมบัติพิเศษคือ พื้นไร้รอยต่อ แข็งแกร่งรับน้ำหนักได้ดีทนทานต่อกรด ด่าง และสารเคมีทุกชนิด ปราศจากฝุ่น ทำความสะอาดง่าย ไม่เป็นเชื้อรา มีหลายสีให้เลือกและทำผิวได้หลายแบบทั้ง ผิวเรียบมัน ผิวหยาบ ผิวมันเงา และผิวด้าน นอกจากนี้พื้นอีพ็อกซี่ยังให้ความยืดหยุ่นตัวได้ดี ทำให้ปกปิดรอยแตกเล็กๆ ของพื้นผิวปูนได้ดีกว่า มักใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูดิบ เท่ห์ ปัจจุบันก็มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นทั้งในบ้าน และสำนักงาน

ข้อดี

-ทนทาน

-ปกปิดรอยแตกได้ดี

-ทำความสะอาดง่าย

-ไม่มีรอยต่อและรูพรุน

– ติดตั้งได้รวดเร็ว

ข้อด้อย

-เป็นรอยขีดข่วนได้ง่าย

– พื้นผิวลื่นเมื่อเปียกน้ำ และหลุดร่อนง่าย

-ไม่เหมาะสมต่อการที่จะใช้เพื่อรองรับน้ำหนัก

วัสดุปูพื้นภายใน ที่ได้นำเสนอไปนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของวัสดุปูพื่น ที่ได้รับความนิยมเท่านั้น ยังมีวัสดุอีกหลากหลายประเภท ที่อาจจะไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้ว เช่น พื้นหินขัด หรือพรม เป็นต้น


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

บ้านสไตล์ต่างๆ ที่เข้ากับการอยู่อาศัย และสภาพแวดล้อม ในบ้านเรา

บ้านเปรียบเสมือนเป็นพื้นที่สรวงสวรรค์ ของการพักผ่อน เป็นที่สำหรับครอบครัวอย่างแท้จริง การสร้างบ้านอยู่อาศัยที่ ตอบรับไลฟ์สไตล์ของเรา และบ้านที่มีความโดดเด่นสวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเลือกแบบบ้านถือเป็นโจทย์สำคัญที่เจ้าของบ้านต้องตอบให้ได้ ก่อนให้บริษัทรับสร้างบ้านออกแบบบ้าน และในปัจจุบันนี้มีแบบบ้านให้เลือกมากมายหลายสไตล์ ทั้งให้เข้ากับการอยู่อาศัย ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม มาดูกันว่า บ้านสไตล์ต่างๆ ที่คนไทยนิยมสร้าง มีอะไรบ้าง

1. Modern Style แบบบ้านโมเดิร์นดีไซน์ทันสมัย

แบบบ้านที่มีความทันสมัยของรูปทรง โดยเฉพาะการเล่นดีไซน์กับรูปทรงเรขาคณิต และลดทอนรายละเอียดต่างๆ ที่เกินจำเป็นออก เพื่อสร้างความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ตัวบ้านที่มีความเรียบง่าย ใช้รูปทรงเรขาคณิต โดยเน้นการใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมเพื่อการใช้สอยพื้นที่อย่างคุ้มค่า แต่แฝงไปด้วยการดึงจุดเด่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของดีไซน์ทำให้ตัวบ้านดูเก๋และแตกต่าง การดีไซน์บ้านจะเผยให้เห็นโครงสร้าง และความเรียบง่าย ขององค์ประกอบต่างๆ มีการใช้กระจกบานใหญ่ สำหรับทำหน้าต่าง ประตู ทำให้พื้นที่โดยรวมดูโปร่ง โล่ง ส่วนโทนสีจะเน้นไปในโทนเรียบง่าย สบายตา ไม่ว่าจะเป็นสีขาว สีดำ หรือสีเทา มีการตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์เก๋ๆ ทำให้ภาพของบ้านโดยรวมดูดีมีสไตล์ เรียบเท่ แฝงไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ

2. Classic Style แบบบ้านหรูหราด้วยงานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่

แบบบ้านสไตล์คลาสสิก ที่เน้นความหรูหราของการออกแบบ โดยได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมของประเทศฝั่งตะวันตกซึ่งอาศัยฝีมือช่างชั้นสูงในการสร้างสรรค์ให้ตัวบ้านมีความสง่างาม อลังการ และประณีตงดงาม นิยมใช้เส้นสายโค้ง (Arch) เสาโรมัน รวมถึงองค์ประกอบตกแต่งซึ่งแสดงถึงความหรูหรามีฐานะ ภายในบ้านเน้นการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี เน้นงานปูนปั้น และประติมากรรมลอยตัวสไตล์ยุโรปเป็นส่วนประกอบ แบบบ้านสไตล์คลาสสิก ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศฝั่งตะวันตก เป็นสไตล์ที่มีความงดงามหรูหรา เน้นความสง่างามของรูปทรง นิยมใช้เส้นสายโค้ง (Arch) เสาโรมัน รวมถึงองค์ประกอบตกแต่งซึ่งแสดงถึงความหรูหรามีฐานะ อย่าง งานปูนปั้น ประติมากรรมลอยตัวสไตล์ยุโรปที่ถูกปั้นแต่งขัดเกลาอย่างประณีต เช่น รูปปั้นเด็กกรีก ม้า บ่อน้ำพุ และการจัดแลนด์สเคปที่เป็นระเบียบสวยงาม เข้ากับโทนสีหลักเช่น สีขาว สีดำ สีครีม สีเงิน สีน้ำตาล และสีทอง

3. Contemporary Style แบบบ้านร่วมสมัย ผสานอดีตกับปัจจุบันอย่างลงตัว

แบบบ้านดีไซน์ร่วมสมัย เป็นการออกแบบบ้านตามสมัยนิยม ที่มีการผสมผสานองค์ประกอบของบ้านในอดีต เข้ากับความทันสมัยของยุคปัจจุบัน ไม่เรียบง่าย หรือแปลกแหวกแนวมากจนเกินไป ทำให้บ้านมีความเรียบแต่มีลูกเล่น มีรายละเอียดที่แตกต่าง แต่โดยรวมแล้วดูลงตัวทั้งความประณีต และฟังก์ชันการใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ส่วนโทนสีที่นิยมใช้สำหรับบ้านสไตล์ Contemporary นี้ จะเน้นที่โทนสีขาว สีครีม สีน้ำตาล และสีเทา มีการผสมผสานระหว่างวัสดุสมัยใหม่ และวัสดุสมัยเก่าอย่างลงตัว เช่น ไม้ หรือวัสดุทดแทนไม้ หิน หรือหินสังเคราะห์ ทำให้บรรยากาศของบ้านน่าอยู่ อบอวลด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง

4. Colonial Style แบบบ้านสไตล์โคโรเนียล ชวนหลงใหลด้วยกลิ่นอายอดีต

แบบบ้านที่เน้นศิลปะการออกแบบ และตกแต่งที่มีอิทธิพลจากตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม โดยมีการผสมผสานความเป็นตะวันตกเข้ากับรูปแบบท้องถิ่น นิยมตกแต่งด้วยไม้ วัสดุทดแทนไม้ หรือบอร์ดฉลุลาย บ้านโคโรเนียลมีการลดทอนรายละเอียดที่มีความหรูหราลงเพื่อประยุกต์ให้เข้ากับแบบของท้องถิ่นในแต่ละประเทศ ทำให้แบบบ้านสไตล์โคโรเนียลของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เพราะรูปแบบการก่อสร้างของช่างฝีมือประจำถิ่นไม่เหมือนกัน

จุดเด่นของบ้านสไตล์นี้คือแนวระเบียงกว้างขวาง มีเสารองรับชายคาเรียงต่อกันลงตัว ส่วนโทนสีที่ใช้จะเน้นสีพาสเทล เช่น สีขาว สีครีมงาช้าง สีชมพูอ่อน สีเขียวอ่อน สีฟ้าอ่อน เพิ่มรายละเอียดอันอ่อนช้อย เช่น การประดับตกแต่งด้วยปูนปั้น ลวดลายไม้ฉลุ ประตูหน้าต่างที่มีการตกแต่งด้วยบัวปูนปั้นโดยรอบกรอบ สไตล์นี้เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความอบอุ่นอ่อนหวาน และบรรยากาศที่มีกลิ่นอายของอดีต

5. Thai Oriental Style แบบบ้านสไตล์ไทยประยุกต์ สะท้อนวิถีไทยเข้ากับยุคสมัยใหม่

แบบบ้านที่สะท้อนวิถีชีวิต ศิลปะวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม ในแต่ละท้องถิ่น มาผสมผสานเข้ากับความทันสมัยในปัจจุบันอย่างลงตัว โดยนิยมใช้หลังคาทรงจั่ว หรือทรงปั้นหยา ตัวบ้านอาจเป็นปูนทั้งหลัง หรือมีการใช้ผนังก่ออิฐฉาบปูนเฉพาะชั้นล่างร่วมกับการใช้ไม้ หรือวัสดุทดแทนไม้ ตัวบ้านเน้นเปิดพื้นที่ให้ดูโล่ง หรือมีประตูหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก มีลานนั่งเล่นกว้างๆ ให้สมาชิกสามารถใช้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ การก่อสร้างบ้านสไตล์นี้นิยมใช้วัสดุธรรมชาติ วัสดุจากท้องถิ่น หรือวัสดุทดแทนธรรมชาติ เช่น ไม้ กระเบื้องดินเผา และสีโทนเนเชอรัลที่ดูเป็นธรรมชาติ คงไว้ซึ่งศิลปะความงาม และกลิ่นอายในแบบไทยๆ

6. Natural Style แบบบ้านในวิถีที่กลมกลืนกับธรรมชาติ

บ้านสไตล์เนเชอรัล หรือ บ้านสไตล์ธรรมชาติ มีเอกลักษณ์ของแบบบ้าน ที่เน้นการสร้างบรรยากาศของการอยู่อาศัย ให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นสร้างอยู่ท่ามกลางป่าเขา หรือริมทะเล และแต่งแต้มพื้นที่ด้วยดอกไม้ พรรณไม้ต่างๆ วัสดุสร้างบ้านส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน เปลือกหอย หรือวัสดุเลียบแบบธรรมชาติ เช่น ไม้เทียม ไม้สังเคราะห์ กระเบื้องลายไม้ กระเบื้องลายหิน ฯลฯ พร้อมออกแบบให้มีหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อรับสายลม แดงแดด และเสียงธรรมชาติ เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ

บ้านสไตล์ต่างๆ ที่นำเสนอนั้น เป็นเพียงสไตล์บ้านที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมเท่านั้น ยังอีกหลายรูปแบบที่คนไทย หรือในต่างประเทศมี และนิยมใช้


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ฐานราก ทำหน้าที่อะไร มีแบบไหนบ้าง และควรเลือกอย่างไร

ฐานราก (Footing) ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากโครงสร้างทั้งหมดแล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาเข็ม หรือดินโดยตรง คุณสมบัติของดินที่รองรับฐานราก ควรมีความสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ โดยไม่เกิดการเคลื่อนตัว หรือพังทลายของดินใต้ฐานราก และต้องไม่เกิดการทรุดตัวลงมาก จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โครงสร้าง

การเลือกฐานราก

ในการเลือกฐานรากว่าแบบไหนเหมาะกับโครงสร้างบ้าน ให้ดูจากคุณภาพของชั้นดินเป็นหลัก โดยฐานรากแบบแผ่จะเหมาะกับดินแน่น ๆ ที่มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดอาการทรุดตัวเท่านั้น ส่วนดินเนื้ออ่อนจำเป็นต้องใช้เสาเข็มเพื่อช่วยรับน้ำหนักของโครงสร้างบ้าน โดยจะต้องตอกเสาเข็มลงไปให้ลึกถึงชั้นดินแข็ง และต้องใช้ความชำนาญเป็นสำคัญ

ส่วนจำนวนเสาเข็มที่ต้องใช้ในการทำฐานรากของแต่ละบ้าน ก็ต้องให้วิศวกรเป็นผู้คิดคำนวณให้ตามหลักการ เพื่อความปลอดภัย และไม่เกิดอันตรายจากบ้านทรุดหรือถล่มในภายหลัง

ฐานราก แบบต่างๆ

ฐานรากตื้นหรือฐานรากแผ่ ( Shallow foundation )

หมายถึงฐานรากที่ไม่ใช้เสาเข็ม ฐานรากจะใช้ตัวมันเอง ถ่ายน้ำหนักอาคารลงไปในดิน หรือหินที่รองรับ ดังนั้นฐานรากจึงตอ้ง

มีขนาดใหญ่พอที่จะกระจายน้ำหนักให้แผ่ลงดิน หรือหิน โดยดิน หรือหินที่รองรับฐานราก

ต้องแข็งแรง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เมื่อน้ำหนักอาคารมาก หรือดิน หิน ที่รองรับฐานรากมีกำลังต้านทานน้อย ขนาดฐานรากจะใหญ่โตเกินความจำเป็น ควรใช้ฐานรากอีกชนิดหนึ่ง

ฐานรากวางบนเสาเข็ม ( Piled foundation )

ด้วยน้ำหนักอาคารที่ถ่ายเทลงฐานราก จะถ่ายต่อไปยังเสาเข็ม เสาเข็มอาจต้านทานน้ำหนัก โดยอาศัยความฝืด หรือแรงเสียดทาน (Friction) ระหว่างผิวเสาเข็ม กับดินที่อยู่โดยรอบ หรือหากเสาเข็มยาวมากพอ เช่นถูกตอกลงไปวางบนชั้นดินที่แข็งมาก หรือชั้นหิน (Hard strata) ก็จะต้านทานน้ำหนัก โดยอาศัยทั้งความฝืด และแรงแบกทาน(Bearing) ที่ปลายเสาเข็มกับชั้นดินแข็ง หรือชั้นหิน นอกจากจะแบ่งประเภทฐานรากตามวิธีถ่ายเทน้ำหนักแล้ว ยังสามารถแยกชนิดของฐานรากตามรูปร่าง และตามลกัษณะของน้ำหนักที่รรทุกได้ดังนี้

1) ฐานเดี่ยว (Isolated footing) เป็นฐานรากเพื่อใช้รับน้ำหนักบรรทุกของเสา หรือตอม่อต้นเดียว แล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่พื้นดิน หรือเสาเข็มอาจเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปอื่นก็ได้โดย ความหนาของของตัวฐานรากต้องสามารถต้านโมเมนตัม และแรงเฉือนได้เพียงพอ ในบางครั้งวศิวกรอาจกำหนดความหนาที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น หรือเอียงขึ้นเพื่อต้านโมเมนตัม และแรงเฉือน ลักษณะ

ของฐานรากเดี่ยวที่ดี ควรกำหนดให้ตำแหน่งของต่อม่อ อยู่ที่กลางคาน หรือจุดศูนย์ถ่วงของฐานราก

2) ฐานใต้กำแพง หรือฐานแบบต่อเนื่อง (Strip footing) ใชัรับน้ำหนักกำแพง ผนังก่ออิฐ หรือผนังคอนกรีต ฐานรากชนิดนี้มีใช้มาตั้งแต่โบราณแล้ว เช่น ฐานรากโบสถ์ ดังนั้นอาคารที่ใช้ฐานรากชนิดนี้จึงไม่มีเสา และต้องมีความยาวตามแนวผนังไปตลอดอาคาร และเมื่อการก่อสร้างพัฒนาขึ้น รากฐานชนิดนี้จึงได้เปลี่ยนจากการใช้การก่ออิฐเป็นฐานกว้าง แล้วค่อยลดขนาดลงมาเป็นกำแพง มาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และใช้ผนังอิฐรับแรงก่อขึ้นมา หรือผนังคอนกรีต ข้อจำกัดสำหรับฐานรากชนิดนี้ คือไม่สามารถสร้างอาคารได้สูงนักจึงควรก่อสร้างไม่เกิน 3 ช้้น

3) ฐานร่วม (Common footing) เป็นฐานรากเพื่อใช้รับน้ำหนักบรรทุกของเสา หรือตอม่อสองต้นขึ้นไป ฐานร่วมพบในกรณีที่เสาเหล่านั้นอยู่ใกล้กันมาก จนฐานรากเกยกัน หรือมิเช่นนั้น อาจเป็นเพราะฐานรากใดๆ ที่ไม่เสถียร เกิดการเยื้องศูนย์จึงจำเป็นต้องยึดไว้กับฐานรากอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน

โดยเสาตอม่อต้นที่มีน้ำหนักมากต้องอยู่บนฐานราก ที่มีขนาดพิ้นที่ใหญ่กว่าเสาตอม่อที่มีน้ำหน้กน้อยกว่า จึงอาจทำให้ฐานรากเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูก็ได้

4) ฐานตีนเป็ด หรือฐานรากชิดเขต (Strap footing) เป็นฐานรากร่วมชนิดหนึ่ง รับน้ำหนักบรรทุกของเสา ตอม่อ หรือกำแพง ที่อยู่ริมขอบฐาน ทำให้น้ำหนักที่ถ่ายลงสู่ฐาน เยื้องกับศูนย์ถ่วงของฐาน เช่น ฐานรากที่อยู่ใกล้แนวเขตที่ดิน ฐานรากชนิดนี้ไม่เสถียร คือมีแนวโน้ม ที่จะพลิกล้ม (Overturn) ได้ง่าย จึงจำต้องยึดไว้กับฐานรากอื่น ที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยมีคานยึด (Strap beam) คานยึดนี้ อาจยกระดะบขึ้น เหนือระดับฐานราก ซ่อน หรือซ้อนเกย (Common) เป็นส่วนหนึ่งของฐานรากได้

5) ฐานแพ ( Raft or mat foundation หากวางบนเสาเข็มอาจเรียกว่า ฐานปูพรม ) เป็นฐานร่วมขนาดใหญ่ ใช้รับน้ำหนักบรรทุกของเสาหลายๆ ต้น โดยจะแผ่บนพื้นที่กว้างๆ บางครั้งจะใช้รับน้ำหนักบรรทุก ของเสาทุกต้น ของอาคารก็ได้ โดยมากแล้วเราจะใช้ฐานแพ กับอาคารสูงซึ่งต้องใช้ เสาเข็มรับน้ำหนักจำนวนมาก แต่มีพื้นที่คับแคบ ฐานรากอาจมีขนาดที่กว้าง และยาวเท่ากับตัวอาคารพอดี และสามารถใช้ทำเป็น ชั้นจอดรถใต้ดินได้ ข้อดีของฐานรากชนิดนี้ เมื่อเทียบกับฐานรากเดี่ยวคือ กระจายน้ำหนักสู่ดิน หรือหินเบื่องล่างไได้ดีกว่า และปัญหาการทรุดตัว ต่างระดับแทบหมดไป เพราะฐานรากชนิดนี้มีความต่อเนื่องกัน ตลอดโยงยึดกันเป็นแพ แต่การก่อสร้างจะยุ่งยาก และสิ้นเปลือง

ปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงของฐานราก

1-ความแข็งแรงของตัวฐานรากเองซึ่งหมายถึงโครงสร้างส่วนที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก

2-ความสามารถในการแบกรับน้ำหนักของดินใต้ฐานราก

3-การทรุดตัวของดินใต้ฐานราก ควรเกิดขึ้นได้น้อย และใกล้เคียงกันทุกฐานราก


พบกับความรู้เรื่อง บ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com