construction phuket

ก่อสร้าง ภูเก็ต

กฎหมาย ต่อเติมบ้าน ที่ควรรู้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมา

การต่อเติมบ้านเป็นทางเลือกที่ดี หากคุณกำลังมองเห็นว่าบ้านของคุณยังขาดพื้นที่บางส่วนไป อย่างเช่น ต้องการขยายขนาดของห้องให้ใหญ่ขึ้น ต่อเติมห้องกินข้าวให้ดูทันสมัยมากขึ้น หรือการต่อเติมระเบียงให้เข้ากับสภาพอากาศในพื้นที่ ซึ่งมีข้อ กฎหมาย ควรรู้ก่อน ต่อเติมบ้าน เพื่อให้บ้านของเราเมื่อต่อเติมไปแล้วนั้นไม่มีปัญหาบานปลาย

กฎหมาย ที่ควรรู้ก่อน ต่อเติมบ้าน

ระยะห่างระหว่างอาคารที่ก่อสร้าง/ต่อเติมบ้าน

การต่อเติมอาคารชั้นเดียว หรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร เช่นการต่อเติมพื้นที่ครัวด้านหลังบ้าน , ต่อเติมห้องด้านข้างรวมถึงลานจอดรถนั้น จะมีข้อกำหนดเรื่องระยะห่างของผนังและที่ดินบ้านข้างเคียง ดังนี้

  • ผนังที่มีช่องเปิด ( เช่น หน้าต่าง, ช่องลมระบายอากาศ, ช่องแสง หรือบล็อคแก้ว) ควรมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร
  • ผนังทึบ (ไม่มีช่องแสง) ควรมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

ต้องได้รับการยินยอมจากบ้านข้างเคียง 

หากต้องการต่อเติมบ้านชิดเขตที่ดินของผู้อื่น ต้องมีหนังสือยืนยันว่า ได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ดินข้างเคียง ในกรณีที่เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ยินยอม ก็สามารถต่อเติมบ้านได้แต่ต้องทำเป็นผนังทึบ และเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 0.50 เมตร

ต้องของอนุญาตจากทางราชการมั้ย

ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กำหนดว่าถ้าดัดแปลง-ต่อเติม อาคารจะต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่บ้านของเราตั้งอยู่เช่น ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ให้แจ้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดย ผ่านสำนักงานเขตกรุงเทพฯ ที่บ้านเราตั้งอยู่ หรือถ้าตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัดก็ให้ขอ หรือแจ้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยเดินเรื่องผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั่นเอง

แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าดัดแปลง-ต่อเติม ?

กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นกรณีที่ไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างไว้ 5 กรณี ซึ่งหมายความว่าถ้านอกเหนือจากนี้จะต้องขออนุญาต จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • การ “เพิ่ม” หรือ “ลด” เนื้อที่ของพื้นชั้นใดชั้นหนึ่งรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน  หมายความว่า :  ถ้าเพิ่ม-ลดพื้นที่มากกว่า 5 ตารางเมตร หรือมีการเพิ่มเสาหรือคาน จะต้องขออนุญาต
  • การ “เพิ่ม” หรือ “ลด” เนื้อที่ของหลังคารวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน หมายความว่า :  ถ้าเพิ่ม-ลดพื้นที่หลังคา มากกว่า 5 ตารางเมตร หรือมีการเพิ่มเสาหรือคาน จะต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคาร ด้วยการใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิมหมายความว่า :  ถ้าเราเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคาร ด้วยวัสดุ คนละชนิดกับของเดิมจะต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยนส่วนใดๆ ภายในบ้านที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร ด้วยการใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิม หรือวัสดุชนิดอื่นที่ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมเกิน 10% ของน้ำหนักเดิม หมายความว่า :  ถ้าเราเปลี่ยนแปลงส่วนของอาคาร(ที่ไม่ใช่โครงสร้าง) ด้วยวัสดุอะไรก็ตามที่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10 % ต้องขออนุญาต
  • การเปลี่ยน ต่อเติม เพิ่ม ลด เนื้อที่ส่วนใดๆ ก็ตามในบ้านที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร และไม่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10% ของโครงสร้างอาคารเดิม หมายความว่า :  ถ้าเรามีการ ต่อเติม เพิ่ม ลด ส่วนของอาคาร(ที่ไม่ใช่โครงสร้าง) ด้วยวัสดุอะไรก็ตามที่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10 % ต้องขออนุญาต

การต่อเติมบ้านที่ไม่ได้ขออนุญาต มีโทษหรือไม่ ? 

ทั้งนี้ หากมีการต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือต่อเติมบ้านผิดไปจากแบบแปลนที่ยื่นขอไว้ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

เพราะใครๆ ก็อยากได้บ้านที่สวยที่สุด ถูกใจที่สุด และคุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะซื้อไว้ลงทุนปล่อยเช่า หรือว่าจะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยเองกับคนในครอบครัว แต่ว่าทุกคนก็มีนิยามคำว่า “บ้านที่ดี” ไม่เหมือนกัน บ้างก็ชอบบ้านที่มีพื้นที่เยอะๆ บ้างก็ชอบบ้านที่มีสวนกว้าง หรือบ้างก็ชอบบ้านที่มีห้องเยอะๆ ไว้เก็บของ หลายคนที่กำลังซื้อบ้านคงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ถ้าซื้อบ้านโครงการจัดสรร จะมี ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร อย่างไร หรือควรซื้อที่ดินมาสร้างบ้านเองดี เพราะถ้าทั้ง 2 แบบนี้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของบุคคล และครอบครัว ที่แตกต่างกันออกไป

ข้อดีข้อเสียบ้านจัดสรร

โครงการบ้านจัดสรร

ข้อดีของการซื้อบ้านโครงการบ้านจัดสรร

ซื้อง่าย ขายคล่อง หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่มีการจัดการที่ดี หมายถึงได้รับความสะดวกในการซื้อ เพราะเป็นบ้านสร้างเสร็จสำเร็จรูป เจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องควบคุม ไม่จำเป็นต้องมาตามดูผลงานการสร้างบ้าน ไม่ต้องคิดเรื่องแบบบ้าน ไม่ต้องกังวลเรื่องงบว่าจะบานปลาย หรือผู้รับเหมาหนีงาน เพียงแค่คุณมีเงินจ่าย ทางโครงการเท่านั้นเอง ซึ้งโครงการ มักมีโปรโมชั่น ที่มอบความสะดวกในด้านต่างๆ ทั้งสินเชื่อ การโอนบ้าน หรือแม้แต่การตกแต่งภายใน พร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่พร้อมเข้าอยู่ได้เลย

ส่วนขายคล่อง หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่ชื่อเสียงดี ทำเลดี นอกจากจะได้อยู่อาศัยด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะบ้านจัดสรรที่ดีๆ มีมาตรฐานนั้น ซื้อง่ายขายคล่องกว่าบ้านสร้างเองเยอะ

ทำเลดี เดินทางสะดวก  โครงการบ้านส่วนใหญ่ มักมองหาทำเล ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยเดินทางได้อย่างสะดวก อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีถนนตัดผ่าน สามารถขับรถไปถึงหน้าบ้านได้อย่างแน่นอน หรือมีรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า หรือการขนส่งต่างๆ ยิ่งโครงการใด ทำเลดี ใกล้ศูนย์การค้า ใกล้โรงเรียน สถานที่ราชการ โรงพยาบาล หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โครงการเหล่านั้นมักเป็นที่ต้องการในการจับจองกันอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าโครงการอื่นๆ ก็ตาม เพราะเมื่อเทียบระยะยาวแล้ว การเดินทางที่สะดวกขึ้น ทำให้ลดค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการเดินทางเป็นอย่างมาก

ภูมิทัศน์ที่แน่นอน โครงการบ้านขนาดใหญ่ ได้มีการจัดวางผังโครงการไว้อย่างเป็นระเบียบ สวยงาม ทำให้ผู้อยู่อาศัย หันไปทางไหนก็จะมองเห็นความเป็นระเบียบ ลักษณะบ้านที่ออกแบบเหมือนกัน คล้ายกัน แน่นอนว่าภายในพื้นที่โครงการ จะไม่มีโครงการหรือโรงงานอะไรมาก่อสร้างในอนาคตแน่นอน จะแตกต่างจากการสร้างบ้าน เลือกที่ดินเอง เพราะในอนาคตต อาจมีโรงงานใหญ่มาอยู่ใกล้บ้าน อาจมีผับ สถานบันเทิงเริงรมณ์ สร้างเสียงดังรบกวน อีกทั้งการสร้างไม่มีระเบียบ ใครอยากจะสร้างแบบไหน ก็สร้างกันได้ มองแล้วก็จะไม่สวยงาม

สิทธิประโยชน์ต่างๆ จากโครงการและบริการหลังการขาย – เป็นสิ่งดีๆ ที่คุณจะได้รับจากการซื้อบ้านจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกันต่างๆ และเงื่อนไขพิเศษ ที่เป็นประโยชน์ในการเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งจะไม่มีในการปลูกบ้านเองเช่น กล้องวงจรปิด ป้อมยาม กำแพงสูงรอบโครงการ และระบบความปลอดภัยอื่นๆ รวมไปถึงความสะดวกในเรื่องการขอกู้ธนาคาร ชื่อเสียงของโครงการที่น่าเชื่อถือก็จะทำให้กู้ได้ง่ายกว่า

ได้เห็นบ้านสำเร็จก่อนซื้อ – สำหรับโครงการที่มีบ้านตัวอย่าง คุณก็จะได้เห็นภาพบ้านตัวอย่างให้มั่นใจว่า จ่ายเงินไปแล้วจะได้อะไร และถ้าเป็นบ้านที่สร้างเสร็จก่อนขาย คุณก็ได้ซื้อในสิ่งที่ตาเห็น ได้สัมผัสของจริง ด้วยความสบายใจ ไม่ต้องลุ้นเหมือนเวลาสร้างบ้านเอง

ซื้อง่ายขายคล่อง – หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่ชื่อเสียงดี ทำเลดี นอกจากจะได้อยู่อาศัยด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะบ้านจัดสรรที่ดี ๆ มีมาตรฐานนั้น ซื้อง่ายขายคล่องกว่าบ้านสร้างเองเยอะ

ข้อเสียของการซื้อบ้านโครงการบ้านจัด

แบบบ้านมีให้เลือกน้อย : การออกแบบบ้านโครงการจัดสรรต่างๆ นั้น มักนิยมออกแบบมาเพื่อความต้องการที่เป็นกลาง ผู้อยู่อาศัยจะไม่สามารถเลือกแบบบ้าน หรือสั่งพิเศษตามใจได้ อาจจะประยุกต์บางส่วนได้บ้าง แต่โดยโครงสร้างและดีไซน์หลักแล้ว ย่อมเป็นไปตามที่โครงการได้ออกแบบ และสร้างไว้ รวมถึงที่ดิน พื้นที่โดยรวมบริเวณข้างบ้านก็เช่นเดียวกัน จะมีอย่างจำกัดตามที่โครงการได้วางผังไว้ แต่ในข้อเสียก็มีข้อดีซ่อนไว้ นั่นคือความเป็นระเบียบนั่นเอง ก่อนเลือกซื้อจึงควรวางแผนให้ดี ต้องการกี่ห้องนอน มีห้องอะไรบ้าง เพื่อให้การใช้งานเหมาะสมกับครอบครัวมากที่สุด

วัสดุก่อสร้าง : ในด้านการเลือกซื้อวัสดุก่อสร้าง หากเป็นการสร้างบ้านเอง เจ้าของบ้านสามารถควบคุม สั่งซื้อได้ตามเกรดของวัสดุ รวมถึงสีสันของการตกแต่ง แต่หากเป็นบ้านโครงการมักมาสำเร็จรูป ผู้ซื้อจะไม่สามารถสั่งวัสดุแบบละเอียดได้ ยกเว้นโครงการที่จองก่อนสร้าง อาจมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนได้บ้าง แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามมาเช่นกัน

ราคาสูง : ถ้าเราเปรียบเทียบจากทำเล และขนาดของตัวบ้าน โดยส่วนใหญ่แล้วบ้านโครงการจะมีราคาสูงกว่าบ้านสร้างเอง เพราะบ้านโครงการนั้นมีการดูแลหลายภาคส่วน มีการจ้างพนักงานจำนวนมาก รวมถึงต้นทุนในการตลาดอีกด้วย อาจไม่เหมาะ สำหรับผู้ที่ต้องการมีพื้นที่ใช้สอยเยอะ แต่ต้องการประหยัดงบ ไม่เพียงเท่านี้ โครงการบ้านทำเลดีๆ ผู้อาศัยจริง มักไม่ได้เป็นผู้ซื้อรายแรก เพราะส่วนใหญ่แล้วมักผ่านการจับจองจากนักลงทุน เพื่อขายเก็งกำไร จะทำให้ผู้อยู่อาศัยจริง ซื้อบ้านในราคาที่สูงขึ้น

ค่าส่วนกลาง : บ้านโครงการจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่นั่นคุณก็จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางรายปี ซึ่งเจ้าของบ้านทุกหลัง ร่วมกันรับผิดชอบ เพื่อให้โครงการยังคงอยู่ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย อาจมีบางโครงการเมื่อเวลาผ่านไป อาจดูแลได้ไม่ดีนัก ตรงส่วนนี้ผู้ซื้อ จึงจำเป็นต้องศึกษาประวัติผลงาน ของแต่ละโครงการให้ดี ๆ เพราะหากบริการหลังการขายแย่แล้ว ผู้ซื้อจำเป็นต้องทนอยู่ไปอีกนาน


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

กฎหมาย ควรรู้ก่อนสร้างบ้าน ด้วยตนเองเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

หากคุณมีที่ดินบนทำเลที่ดี ก็เหมาะที่จะสร้างบ้านของตัวเอง ซึ่งต้นทุนอาจจะต่ำกว่าซื้อบ้านจัดสรรบนทำเลเดียวกันก็ได้ และหากคุณพร้อมไปด้วยปัจจัยภายใน ทั้งเรื่องงบประมาณ ทำเล ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยแล้ว ก่อนจะทำการสร้างบ้าน ยังมีเรื่องของกฎหมายที่ ควรรู้ก่อนสร้างบ้าน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงขนาดที่ดิน ประเภทที่ดินที่ครอบครองอยู่ ก่อนสร้างบ้านจึงต้องมาดูข้อกฎหมายที่ดิน และการปลูกสร้างกันก่อนว่า ที่ดินแบบนี้ สามารถปลูกสร้างบ้านได้แบบไหน ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายที่ดินอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง

กฎหมาย ควรรู้ก่อนสร้างบ้าน

ก่อนจะสร้างบ้าน อาจจะต้องมีการถมที่ เพื่อปรับระดับที่ดิน เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์ และกฎหมายพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ. 2543 ประกอบด้วยมาตราที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ ด้วยกัน 3 มาตรา คือ

– มาตราที่ 17 ผู้ใดประสงค์จะทำการขุดดิน โดยมีความลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร หรือมีพื้นที่ปากบ่อดินเกิน 10,000 ตารางเมตร หรือมีความลึกหรือพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด

– มาตรา 24 การขุดดินโดยมีความลึกจากระดับพื้นดินไม่เกิน 3 เมตร เมื่อจะขุดดินใกล้แนวเขตที่ดินของผู้อื่นในระยะน้อยกว่าสองเท่าของความลึกของบ่อดินที่จะขุดดิน ต้องจัดการป้องกันการพังทลายของดินตามวิสัยที่ควรกระทำ

– มาตรา 26 ผู้ใดประสงค์จะทำการถมดินโดยมีความสูงของเนินดินเกินกว่าระดับที่ดินต่างเจ้าของที่อยู่ใกล้เคียง และมีพื้นที่ของเนินดินไม่เกินสองพันตารางเมตร หรือ มีพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ต้องจัดให้มีการระบายน้ำเพียงพอที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เจ้าของที่ดินที่อยู่ข้างเคียงหรือบุคคลอื่น พื้นที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกินสองพันตารางเมตร

เมื่อทำการปรับปรุงที่ดินที่จะขึ้นบ้านใหม่เสร็จ สิ่งที่เจ้าของบ้านจะต้องดูต่อไปในเรื่องการขออนุญาตเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตก่อนจากเจ้าพนักงานก่อน หากเจ้าของที่ดินมีการว่าจ้างบริษัทสร้างบ้าน ส่วนใหญ่บริษัทสร้างบ้านจะเป็นคนดำเนินการในส่วนนี้ให้

หลังจากได้รับการอนุญาตในการสร้างบ้านแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรคำนึงถึงก็คือพระราชบัญญัติการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 ซึ่งส่วนใหญ่การสร้างบ้านขึ้นเอง จะต้องดูข้อกฎหมายหลัก ๆ ด้วยกัน 4 มาตรา ดังนี้

– มาตรา 36 “ที่ว่าง” หมายความว่า พื้นที่อันปราศจากหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอาจจะจัดให้เป็นบ่อน้ำ สระว่ายน้ำ บ่อพักน้ำเสีย ที่พักรวมมูลฝอยหรือที่จอดรถ ที่อยู่ภายนอกอาคารก็ได้ และให้ความหมายรวมถึงพื้นที่ของสิ่งก่อสร้างหรืออาคารที่สูงจากระดับพื้นดินไม่เกิน 1.20 เมตร และไม่มีหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุมเหนือระดับนั้น ซึ่งกฎหมายจะบังคับให้มีที่ว่างโดยรอบบ้านตั้งแต่ตัวอาคารจรดรั้วผนังด้านนอกตั้งแต่ 2 ม. เป็นต้นไป

– มาตรา 50 อาคารที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ถนนสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร มิให้มีส่วนของอาคารล้ำเข้ามาในแนวร่นดังกล่าว ยกเว้นรั้วหรือกำแพงกั้นแนวเขตที่สูงไม่เกิน 2 เมตร

– มาตรา 51 ที่ดินที่อยู่มุมถนนสาธารณะที่กว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไปแต่ไม่เกิน 8 เมตร และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา รั้วหรือกำแพงกั้นเขตต้องปาดมุมมีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่าๆ กันห้ามมิให้รั้ว กำแพง หรือส่วนของอาคารยื่นล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนที่ปาดมุม

– มาตรา 54 อาคารด้านชิดที่ดินเอกชน ช่องเปิด ประตู หน้าต่าง ช่องระบายอากาศ หรือริมระเบียงสำหรับชั้น 2 ลงมาหรือสูงไม่เกิน 9 เมตร ต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร และสำหรับชั้น 3 ขึ้นไปหรือสูงเกิน 9 เมตร ต้องห่างไม่น้อยกว่า 3 เมตร

– มาตรา 55 อาคารที่มีความสูงไม่เกิน 15 เมตร (บ้านเดี่ยวประมาณ 2 ชั้น) ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 1 เมตร ยกเว้นบ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร อาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร

– มาตรา 56 บ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร ให้ผนังด้านที่ไม่มีช่องเปิดสามารถสร้างห่างเขตที่ดินได้น้อยกว่า 1 เมตร ถ้าห่างเขตที่ดินน้อยกว่า 50 เซนติเมตร ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินด้านนั้นด้วย


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

วัสดุปูพื้นภายนอก

วัสดุปูพื้นภายนอก

วัสดุปูพื้นภายนอก นั้นมีหลายแบบ และหลายวัดถุประสงค์ เช่น พื้นไม้เพิ่มความอบอุ่นสวยงามเดินแล้วสบาย หรือพื้นหินทรายเพิ่มความเป็นสุขุมให้กับสวน หรือพื้นหินแม่น้ำเพิ่มความเรียบง่ายและสง่างาม หรือพื้นปูนที่ดูง่ายๆ แต่ได้ประโยชน์ใช้สอยเต็มที่ เรามาดูว่าวัสดุแต่ละชนิดนั้น เป็นอย่างไรกันบ้าง

กระเบื้องปูพื้น

กระเบื้องปูพื้น ที่ควรเลือกใช้ในงานภายนอก ควรเลือกที่มีความทนทาน มากกว่ากระเบื้องปูพื้นทั่วๆไป เพราะจะต้องทนต่อแสงแดดตลอดวัน และความชื้นจากภายนอก ดังนั้นกระเบื้องที่แนะนำ ให้ใช้ปูภายนอก คือกระเบื้องเอ็กซ์พอร์ซเลน ที่มีความทนทานกว่ากระเบื้องทั่วไป ทนต่อแรงกดได้มากกว่ากระเบื้องเซรามิค และสามารถดูดซึมน้ำต่ำ ปลอยภัย ไม่ลื่นง่าย และมีให้เลือกหลายลวดลายทั้งลายหินธรรมชาติ ที่มีผิวสัมผัสเหมือนจริง และลายไม้ที่ใช้ลาย และผิวคล้ายลายไม้ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในการใช้งานนอกบ้านมากๆ

พื้นไม้จริง

นับว่าเป็นวัสดุยอดนิยม สำหรับงานตกแต่งเสมอ ทั้งภายนอก และภายใน การเลือกใช้ไม้เป็นส่วนประกอบ จะช่วยให้ความรู้สึกอบอุ่น ใกล้ชิดธรรมชาติ สร้างบรรยากาศที่สงบร่มเย็นให้กับพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี  ปัจจุบันในการผลิตไม้จริงนั้นมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ไม้จริงมีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น ลดปัญหาเรื่อง ปลวก แมลง เชื่อรา ทั้งนี้ควรเลือกใช้ไม้ที่ผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐาน รวมถึงการเลือกใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ที่มีคุณภาพ ก็สามารถช่วยยืดอายุของไม้ให้คงทนยาวนานได้เช่นกัน

พื้นไม้เทียม, พื้นไม้เทียมพลาสติกคอมโพสิต

ไม้เทียมคอมโพสิต มีหลากสีหลายลายให้เลือกใช้ เช่น ลายไม้ หรือลายเสี้ยน มักใช้บริเวณรอบๆ สะว่ายน้ำ พื้นทางเดินในสวน หรือพื้นระเบียงภายนอก เนื่องจากเป็นวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสเหมือนไม้จริง และป้องกันปลวกได้ดีกว่าเพราะมีส่วนผสมของพลาสติก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ควรติดตั้งไม้เทียมให้ถูกวิธีตามมาตรฐานของผู้ผลิต ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ ไม้ดีด โก่ง งอ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดตั้งที่ไม่ถูกวิธี เช่น ไม่เว้นระยะให้วัสดุขยายหรือหดตัวส่งผลให้ให้ไม้ดีด หรือการใช้อุปกรณ์ประกอบที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามที่ผู้ผลิตไม้เทียมกำหนดไว้ ก็เป็นสาเหตุให้มีปัญหาในการใช้งานได้เช่นกัน

หญ้าเทียม

หญ้าเทียมนั้นตอบโจทย์มาก สำหรับคนที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ แต่ไม่มีเวลาดูแลรักษา ทั้งการตัดแต่งต่างๆ เพียงปูพื้นที่หน้าบ้าน ด้วยหญ้าเทียมที่มีให้เลือกหลายแบบ ก็หมดปัญหาเรื่องการดูแลสนามหน้าบ้านได้เลย เพราะเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้งานทั้งพื้นที่ภายนอก และภายใน เนื่องจากเป็นวัสดุเลียนแบบหญ้าธรรมชาติ ที่ผลิตจากใยสังเคราะห์โพลีเอทิลีน นิยมใช้ปูพื้นในสนามกีฬา หรือนอกอาคาร เพื่อตกแต่งสถานที่ จัดเป็นวัสดุที่มีความคงทนสูง, ระบายน้ำได้ดี แต่หญ้าเทียมนั้น ถึงแม้จะสะดวกสบายในเรื่องการดูแลรักษา แต่ก็มีราคาสูง ซึ่งเมื่อเทียบในระยะยาวแล้ว ก็ถือว่าคุ้ม

พื้นหินธรรมชาติ 

พื้นหินธรรมชาติ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่น และเข้าถึงธรรมชาติได้มากที่สุด นอกจากนั้นการเลือกวัสดุชนิดนี้ สำหรับการปูพื้นภายนอกอาคาร จะช่วยให้ที่พักอาศัยของเรามีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคุณสมบัติเด่นที่สุดของพื้นหินธรรมชาติ คงเป็นเรื่องของความสวยงามเฉพาะตัว ที่ไม่มีวัสดุชนิดไหนทำได้ บวกกับสามารถสร้างสรรค์งานออกแบบในสไตล์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติอย่าง Nature หรือ Topical ได้อย่างลงตัว เมื่อบวกกับความแข็งแรงทนทานด้วยแล้ว ยิ่งทำให้วัสดุชนิดนี้มีความน่าสนใจไม่น้อย

บล็อกปูพื้น

สำหรับใครที่ต้องการพื้นที่มีความแข็งแรง ทนทานใช้งานได้ยาวนาน ควรเลือกบล็อกปูพื้นที่มีความทนทาน สามารถกระจายน้ำหนักได้ดี รับแรงกด และแรงกระแทกได้ดี ทั้งยังสามารถแก้ไข ปรับแต่งรูปแบบได้หลากหลาย โดยบล็อกปูพื้นนั้น จะนิยมใช้ปูพื้นรอบบ้านที่มีรถวิ่งประจำ แต่หากอยากได้ความเป็นธรรมชาติร่วมด้วย ก็สามารถเลือกบล็อกที่เป็นบล็อกปลูกหญ้า ก็สามารถตอบโจทย์คนรักธรรมชาติได้ดี

พื้นหินทราย

หินทราย ถือเป็นทางเลือก ที่นักออกแบบทางภูมิสถาปัตย์ส่วนใหญ่ นิยมใช้งานอย่างแพร่หลาย เนื่องจากจุดเด่นของสี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บวกกับพื้นผิวของวัสดุ ที่มีความแตกต่างจากวัสดุชนิดอื่น ด้วยความละเอียดของเนื้อวัสดุ ที่มีลักษณะเป็นทรายละเอียด บวกกับสี ที่ค่อนข้างเฉพาะตัว อย่าง เหลือง, แดง, ขาว, เขียว จึงทำให้ช่วยสร้างอารมณ์ให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น บวกกับวัสดุปูพื้นชนิดนี้ ยังมีให้เลือกใช้งาน ทั้งแบบผิวธรรมชาติ, ผิวต๊อก, ผิวขัดเรียบ, ผิวพ่นไฟ เป็นต้นฯ

พื้นกรวดล้าง 

กรวดล้างมีความแข็งแกร่งทนทาน และที่สำคัญคือ กันลื่นได้ดี ผลิตจากกรวดทะเลก้อนเล็กกลมมน ซึ่งมีหลายสี เช่น น้ำตาลนวล เหลืองเข้ม เหลืองอ่อน เขา เทา ดำ ผสมกับปูนซีเมนต์ขาวแล้วทำการล้าง หรือขัดผิวของซีเมนต์ขาวด้านบนออกให้เห็นตัวเม็ดกรวด กรวดที่นำมาใช้นั้นมีให้เลือกหลายเบอร์ โดยเบอร์ยิ่งมากกรวดก็ยิ่งมีขนาดเล็ก กรวดล้างนิยมใช้เป็นพื้นรอบสระว่ายน้ำ หรือพื้นลานจอดรถ การทำกรวดล้างสามารถทำในที่ได้ ซึ่งจะทำพื้นที่ใหญ่แค่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการ แต่ต้องแบ่งแนวด้วยเส้นอะลูมิเนียม หรือเส้นแบ่งแนวพีวีวี เพื่อป้องกันการแตกร้าวของวัสดุ เช่นเดียวกันกับที่เราใช้เส้นแบ่งแนวกับพื้นหินขัด ปัจจุบันกรวดล้างมีแบบแผ่นสำเร็จรูป ซึ่งสามารถใช้งานได้สะดวกกว่าเดิมมาก เพราะไม่ต้องจ้างช่างมาติดตั้งหน้างาน 

พื้นทรายล้าง (Washed Sand Flooring)

ทรายล้างผลิตโดยกรวดละเอียดจากแหล่งน้ำจืดซึ่งมีขนาด และสีให้เลือกใช้เพียงแบบเดียวคือ สีน้ำตาลแดงเหมือนทรายทั่วไป กรวดล้างและทรายล้างนั้นเมื่อใช้งานไปซักระยะ อาจมีคราบตะไคร่ หรือคราบเชื้อราเกิดขึ้นได้ ในขั้นตอนการติดตั้ง ควรเคลือบผิวด้วยน้ำยาป้องกันตะไคร่น้ำ และเชื้อรา ซึ่งสามารถช่วยป้องกันคราบสกปรกต่างๆ ได้ด้วย การทำความสะอาดสามารถใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงได้ และไม่ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์เป็นกรด

พื้นกรวดแม่น้ำ (Pebbles)

กรวดแม่น้ำมีลักษณะกลมมน ช่วยปิดผิวดินทำให้ภาพรวมดูสวยสะอาดตา และยังลดการกระเด็นของดินโคลนเวลาฝนตกได้อีกด้วย จึงนิยมใช้ในการตกแต่ง หรือจัดสวน โดยเฉพาะบริเวณรอบๆ ต้นไม้ ริมผนังอาคาร หรือบริเวณทางเดินแต่อาจจะไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ใช้รถเข็น  มีให้เลือกหลายสี เช่น สีน้ำตาล สีส้ม สีเหลือง สีขาว สีดำ ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา การป้องกันกรวดจม สามารถทำได้โดยเททรายรองด้านล่างก่อนแล้วอัดให้แน่น จากนั้นจึงขึงตาข่ายพลาสติกให้ทั่วบริเวณ เพื่อป้องกันไม่ให้หิน หรือกรวด ที่เราเอามาโรยนั้นจมหายไป และเพื่อความสวยงามควรโรยกรวดให้แน่นพอสมควร เพราะถ้าห่างไปจะทำให้เห็นตาข่ายด้านล่างได้ 

เทพื้นคอนกรีต

หากบ้านไหนไม่มีเวลาในการดูแลรอบบ้าน หรือเบื่อในการตัดหญ้ารอบบ้าน วิธีนี้สะดวก รวดเร็ว และประหยัด เพียงเทคอนกรีตโดยรอบบ้าน โดยในการเทนั้น ก็ควรดูในเรื่องของการรับน้ำหนักของพื้นที่นั้นๆ ว่ามีรถผ่านบ่อย หรือเป็นเพียงทางเดินไม่มีรถผ่าน ซึ่งคอนกรีตสำเร็จรูปนั้น มีให้เลือกค่าStrength หรือค่ากำลังอัดคอนกรีต ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่นั้นเอง นอกจากนี้เพื่อเพิ่มลวดลายให้บ้านดูมีมิติยิ่งขึ้น อาจทำเป็นพื้นคอนกรีตพิมพ์ลาย ที่ให้ลายเหมือนกับการปูบล็อกปูพื้น แต่ราคาประหยัดกว่านั่นเอง

วัสดุปูพื้นภายนอก นั้นยังมีอีกหลากหลายชนิด ให้เราได้เลือกใช้ เพื่อตกแต่งบ้านของเรา ให้เข้ากับสไตล์ และความชอบของเรา


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

วัสดุปูพื้นภายใน

วัสดุปูพื้นภายใน มีทั้งประเภทที่เน้นความสบายในการเดินเท้าเปล่า เช่น พื้นไม้จริง และไม้เทียม ประเภทเน้นความทนทาน เช่น พื้นกระเบื้องและหิน และประเภทที่มีลักษณะพิเศษ เช่น พื้นกระจก และพื้นโลหะกันลื่น โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานและสไตล์การตกแต่ง

กระเบื้องเซรามิก เป็นวัสดุปูพื้นที่นิยมมาก เพราะมีราคาถูก มีความแข็งแกร่งทนทาน น้ำหนักเบา กันน้ำได้ดี ทำความสะอาดง่าย ทั้งยังมีหลากหลายสีสัน และลวดลาย ติดตั้งได้ทั้งภายนอกและภายใน โดยทั่วไปแล้วกระเบื้องเซรามิกจะแบ่งตามการใช้งานเป็นแบบปูพื้น และแบบกรุผนัง และยังแบ่งตามผิวเคลือบอีก 2 ชนิด ได้แก่ชนิดเคลือบผิวมัน (Glossy) และผิวธรรมดา (Matt) ซึ่งแบบผิวธรรมดาก็ยังแบ่งเป็นกระเบื้องผิวไม่หยาบ (Satin) และผิวหยาบ (Rustic) อีกด้วย แต่ข้อด้อยของกระเบื้องเซรามิก ก็คือ ถ้าช่างปูพื้นไม่ดีกระเบื้องจะแตกเสียหายและซ่อมค่อนข้างยาก และอีกข้อคือผิวสัมผัสค่อนข้างเย็นอาจไม่เหมาะกับบ้านที่มีผู้สูงอายุ แต่ส่วนประกอบทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ดิน หิน หรือแร่ต่างๆ เป็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เฉลี่ยมากกว่า 15 ปีขึ้นไป

ข้อดี

-สีสัน ลวดลายให้เลือก หลายขนาด หลายราคา

-ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย

ข้อด้อย

-รื้อแล้วนำกลับมาปูใหม่ไม่ได้

-เปียกน้ำแล้วมักจะลื่น ผิวสัมผัสเย็นเท้า

-เหมาะสำหรับพื้นที่มีโอกาสเปียกน้ำ หรือโดนความชืนบ่อยๆ เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ

พื้นหินอ่อน หรือหินแกรนิต พื้นหินอ่อน และหินแกรนิต เป็นวัตถุดิบที่ได้จากกระบวนการทางธรรมชาติ ดังนั้นจึงให้บรรยากาศของความหรูหรา มีระดับ และมีลวดลายสวยงาม โดยหินแกรนิตจะแข็งแรง ทนรอยขีดข่วนได้มากกว่าหินอ่อน แต่หินอ่อนจะให้ความรู้สึกหรูหรามากกว่า ส่วนมากนิยมใช้หินอ่อน และหินแกรนิตปูพื้นภายในอาคาร และมีเวลาใช้งานที่ยาวนานกว่า 10 ปี ในอดีตนิยมการใช้หินอ่อนย่างแพร่หลาย สังเกตุได้จากสถานที่สำคัญต่างๆ แต่ในปัจจุบันกลับมีการใช้งานน้อยลง เพราะมีวัสดุอื่นทดแทนที่มีคุณสมบัติเทียบเท่า หรือใกล้เคียงกันในราคาที่ถูกกว่า เช่น กระเบื้องแกรนิตโต้

ข้อดี

-ทำความสะอาดง่าย

-ทนทานมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

-ลวดลายสวยงาม

-มีความหรูหรา และเป็นเอกลักษณ์

ข้อด้อย

-ไม่ทนต่อกรด

-ผิวสัมผัสลื่นเมื่อโดนน้ำ

-ไม่ทนต่อรอยขีดข่วน

-ซีดจางง่าย ถ้าโดนแสงแดดจัด

กระเบื้องแกรนิตโต้ หรือ กระเบื้องเซรามิกชนิดหนึ่ง ที่เป็นกระเบื้องหินเทียม ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ทดแทนหินแกรนิตธรรมชาติ มีส่วนผสมของผงหินแกรนิต แล้วนำไปผ่านการเผาด้วยความร้อนสูง แข็งแรงเทียบเท่าหินแกรนิต โดยทั่วไปแข็งแกร่งกว่ากระเบื้องเซรามิกชนิดอื่น เนื้อกระเบื้องเป็นเนื้อเดียวทั้งแผ่น เมื่อแตกจึงไม่เห็นรอยต่างจากกระเบื้องเซรามิก แกรนิตโต้มีราคาสูงกว่ากระเบื้องเซรามิกเพราะเป็นกระเบื้องที่มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ ทนทาน จึงเหมาะกับการปูพื้น และผนัง ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก โดยกระเบื้องแกรนิตโต้มีทั้งผิวหยาบ ผิวเรียบ ผิวมันเงา สามารถเลือกสภาพผิวได้ตามการใช้งาน

ข้อดี

-แข็งแรง ทนต่อรอยขีดข่วน

-มีขนาด และลวดลายหลายแบบ

-การดูดซึมน้ำต่ำ

-ปูได้ทั้งงานภายใน และงานภายนอก งานพื้น งานผนัง

ข้อด้อย

-เปียกน้ำแล้วมักจะลื่น

-ค่าปูท่าค่อนข้างแพง

พื้นไม้ หรือพื้นไม้กระดาน คือไม้จริงตามธรรมชาติ มีอยู่มากมายหลายชนิดตามพันธุ์ไม้ โดยชนิดที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปได้แก่ ไม้แดง ไม้มะค่า และไม้สัก มีคุณสมบัติเด่น คือมีความแข็งแรงทนทาน มีสีสันสวยงามเป็นธรรมชาติ ตามชนิดของไม้นั้นๆ อาทิเช่นไม้โอ้คจะมีสีเหลือง ไม้บีชสีจะออกส้ม ไม้เมเปิ้ลจะออกขาวนวลๆ และ ไม้วอลนัทจะออกเป็นสีน้ำตาล เป็นต้น

ยังสามารถขัดหรือทำสีใหม่ได้อยู่ตลอดแม้ใช้ไปนานวัน พบเห็นได้ตามบ้านทรงไทย ราคาพื้นไม้โดยทั่วไปค่อนข้างแพงไป แต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายเมือสัมผัส ราคาไม้ที่แพงในปัจจุบันเนื่องจากไม้เป็นวัสดุที่หายากขึ้น แต่ก็มีการใช้วัสดุอื่นมาทดแทนไม้แผ่น ส่วนข้อควรระวังของพื้นไม้จะต้องระวังเรื่องความชื้น ถ้าเปียกต้องรีบเช็ดและระวังรอยขีดข่วนอาจเกิดขึ้นง่าย นอกจากนี้อาจมีปัญหาเรื่องการยืดหดตัวด้วย ปัจจุบันการปูพื้นจะปูทับลงไปบนพื้นคอนกรีตเลย ทำให้ไม่มีเสียงดังเวลาเดิน

ข้อดี

-ติดตั้งรวดเร็ว

-สวยงามเป็นธรรมชาติ

-หากผิวหน้าเป็นรอย สามารถขัดทำสีใหม่ได้

ข้อด้อย

-ราคาแพง

-ต้องระวังปลวก

-ไม่ทนไฟ

-ยืดหดตามสภาพอากาศ

พื้นไม้ลามิเนต  เป็นวัสดุที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับไม้จริง โดยนำเยื่อไม้มาบดละเอียดและอัดขึ้นมาเป็นแผ่น จุดแข็งข้อสำคัญของพื้นไม้ลามิเนต คือ ราคาที่ถูกกว่าพื้นไม้จริงอยู่หลายเท่า และ การใช้วัสดุพื้นไม้ลามิเนต ยังเป็นการลดการตัดไม้ทำลายป่าไปในตัว ด้วยราคาพื้นไม้ลามิเนตที่ถูกกว่า แต่ยังให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาตติ เหมือนวัสดุพื้นไม้จริง

ข้อดี

-สามารถติดตั้งได้ง่าย ซ่อมง่าย

-ทนแรงกระแทก

-ทำความสะอาดได้ง่าย

ข้อด้อย

-อย่าให้มีน้ำขัง เพราะจะทำให้แผ่นลามิเนตบวม และหลุดล่อน

-ไม่ทนแรงกระแทก สึกหรอง่าย

-ถ้าวัสดุปูรองพื้นไม่หนาพอ เวลาเดินแล้วจะเสียงดังก๊อกแก๊ก

อีพ็อกซี่ เป็นสารที่ใช้เคลือบผิวพื้นปูนอีกที ช่วยปกป้องรักษาพื้นผิวไม่ให้แตกร้าว มีคุณสมบัติพิเศษคือ พื้นไร้รอยต่อ แข็งแกร่งรับน้ำหนักได้ดีทนทานต่อกรด ด่าง และสารเคมีทุกชนิด ปราศจากฝุ่น ทำความสะอาดง่าย ไม่เป็นเชื้อรา มีหลายสีให้เลือกและทำผิวได้หลายแบบทั้ง ผิวเรียบมัน ผิวหยาบ ผิวมันเงา และผิวด้าน นอกจากนี้พื้นอีพ็อกซี่ยังให้ความยืดหยุ่นตัวได้ดี ทำให้ปกปิดรอยแตกเล็กๆ ของพื้นผิวปูนได้ดีกว่า มักใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูดิบ เท่ห์ ปัจจุบันก็มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นทั้งในบ้าน และสำนักงาน

ข้อดี

-ทนทาน

-ปกปิดรอยแตกได้ดี

-ทำความสะอาดง่าย

-ไม่มีรอยต่อและรูพรุน

– ติดตั้งได้รวดเร็ว

ข้อด้อย

-เป็นรอยขีดข่วนได้ง่าย

– พื้นผิวลื่นเมื่อเปียกน้ำ และหลุดร่อนง่าย

-ไม่เหมาะสมต่อการที่จะใช้เพื่อรองรับน้ำหนัก

วัสดุปูพื้นภายใน ที่ได้นำเสนอไปนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของวัสดุปูพื่น ที่ได้รับความนิยมเท่านั้น ยังมีวัสดุอีกหลากหลายประเภท ที่อาจจะไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้ว เช่น พื้นหินขัด หรือพรม เป็นต้น


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

บ้านสไตล์ต่างๆ ที่เข้ากับการอยู่อาศัย และสภาพแวดล้อม ในบ้านเรา

บ้านเปรียบเสมือนเป็นพื้นที่สรวงสวรรค์ ของการพักผ่อน เป็นที่สำหรับครอบครัวอย่างแท้จริง การสร้างบ้านอยู่อาศัยที่ ตอบรับไลฟ์สไตล์ของเรา และบ้านที่มีความโดดเด่นสวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเลือกแบบบ้านถือเป็นโจทย์สำคัญที่เจ้าของบ้านต้องตอบให้ได้ ก่อนให้บริษัทรับสร้างบ้านออกแบบบ้าน และในปัจจุบันนี้มีแบบบ้านให้เลือกมากมายหลายสไตล์ ทั้งให้เข้ากับการอยู่อาศัย ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม มาดูกันว่า บ้านสไตล์ต่างๆ ที่คนไทยนิยมสร้าง มีอะไรบ้าง

1. Modern Style แบบบ้านโมเดิร์นดีไซน์ทันสมัย

แบบบ้านที่มีความทันสมัยของรูปทรง โดยเฉพาะการเล่นดีไซน์กับรูปทรงเรขาคณิต และลดทอนรายละเอียดต่างๆ ที่เกินจำเป็นออก เพื่อสร้างความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ตัวบ้านที่มีความเรียบง่าย ใช้รูปทรงเรขาคณิต โดยเน้นการใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมเพื่อการใช้สอยพื้นที่อย่างคุ้มค่า แต่แฝงไปด้วยการดึงจุดเด่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของดีไซน์ทำให้ตัวบ้านดูเก๋และแตกต่าง การดีไซน์บ้านจะเผยให้เห็นโครงสร้าง และความเรียบง่าย ขององค์ประกอบต่างๆ มีการใช้กระจกบานใหญ่ สำหรับทำหน้าต่าง ประตู ทำให้พื้นที่โดยรวมดูโปร่ง โล่ง ส่วนโทนสีจะเน้นไปในโทนเรียบง่าย สบายตา ไม่ว่าจะเป็นสีขาว สีดำ หรือสีเทา มีการตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์เก๋ๆ ทำให้ภาพของบ้านโดยรวมดูดีมีสไตล์ เรียบเท่ แฝงไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ

2. Classic Style แบบบ้านหรูหราด้วยงานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่

แบบบ้านสไตล์คลาสสิก ที่เน้นความหรูหราของการออกแบบ โดยได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมของประเทศฝั่งตะวันตกซึ่งอาศัยฝีมือช่างชั้นสูงในการสร้างสรรค์ให้ตัวบ้านมีความสง่างาม อลังการ และประณีตงดงาม นิยมใช้เส้นสายโค้ง (Arch) เสาโรมัน รวมถึงองค์ประกอบตกแต่งซึ่งแสดงถึงความหรูหรามีฐานะ ภายในบ้านเน้นการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี เน้นงานปูนปั้น และประติมากรรมลอยตัวสไตล์ยุโรปเป็นส่วนประกอบ แบบบ้านสไตล์คลาสสิก ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศฝั่งตะวันตก เป็นสไตล์ที่มีความงดงามหรูหรา เน้นความสง่างามของรูปทรง นิยมใช้เส้นสายโค้ง (Arch) เสาโรมัน รวมถึงองค์ประกอบตกแต่งซึ่งแสดงถึงความหรูหรามีฐานะ อย่าง งานปูนปั้น ประติมากรรมลอยตัวสไตล์ยุโรปที่ถูกปั้นแต่งขัดเกลาอย่างประณีต เช่น รูปปั้นเด็กกรีก ม้า บ่อน้ำพุ และการจัดแลนด์สเคปที่เป็นระเบียบสวยงาม เข้ากับโทนสีหลักเช่น สีขาว สีดำ สีครีม สีเงิน สีน้ำตาล และสีทอง

3. Contemporary Style แบบบ้านร่วมสมัย ผสานอดีตกับปัจจุบันอย่างลงตัว

แบบบ้านดีไซน์ร่วมสมัย เป็นการออกแบบบ้านตามสมัยนิยม ที่มีการผสมผสานองค์ประกอบของบ้านในอดีต เข้ากับความทันสมัยของยุคปัจจุบัน ไม่เรียบง่าย หรือแปลกแหวกแนวมากจนเกินไป ทำให้บ้านมีความเรียบแต่มีลูกเล่น มีรายละเอียดที่แตกต่าง แต่โดยรวมแล้วดูลงตัวทั้งความประณีต และฟังก์ชันการใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ส่วนโทนสีที่นิยมใช้สำหรับบ้านสไตล์ Contemporary นี้ จะเน้นที่โทนสีขาว สีครีม สีน้ำตาล และสีเทา มีการผสมผสานระหว่างวัสดุสมัยใหม่ และวัสดุสมัยเก่าอย่างลงตัว เช่น ไม้ หรือวัสดุทดแทนไม้ หิน หรือหินสังเคราะห์ ทำให้บรรยากาศของบ้านน่าอยู่ อบอวลด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง

4. Colonial Style แบบบ้านสไตล์โคโรเนียล ชวนหลงใหลด้วยกลิ่นอายอดีต

แบบบ้านที่เน้นศิลปะการออกแบบ และตกแต่งที่มีอิทธิพลจากตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม โดยมีการผสมผสานความเป็นตะวันตกเข้ากับรูปแบบท้องถิ่น นิยมตกแต่งด้วยไม้ วัสดุทดแทนไม้ หรือบอร์ดฉลุลาย บ้านโคโรเนียลมีการลดทอนรายละเอียดที่มีความหรูหราลงเพื่อประยุกต์ให้เข้ากับแบบของท้องถิ่นในแต่ละประเทศ ทำให้แบบบ้านสไตล์โคโรเนียลของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เพราะรูปแบบการก่อสร้างของช่างฝีมือประจำถิ่นไม่เหมือนกัน

จุดเด่นของบ้านสไตล์นี้คือแนวระเบียงกว้างขวาง มีเสารองรับชายคาเรียงต่อกันลงตัว ส่วนโทนสีที่ใช้จะเน้นสีพาสเทล เช่น สีขาว สีครีมงาช้าง สีชมพูอ่อน สีเขียวอ่อน สีฟ้าอ่อน เพิ่มรายละเอียดอันอ่อนช้อย เช่น การประดับตกแต่งด้วยปูนปั้น ลวดลายไม้ฉลุ ประตูหน้าต่างที่มีการตกแต่งด้วยบัวปูนปั้นโดยรอบกรอบ สไตล์นี้เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความอบอุ่นอ่อนหวาน และบรรยากาศที่มีกลิ่นอายของอดีต

5. Thai Oriental Style แบบบ้านสไตล์ไทยประยุกต์ สะท้อนวิถีไทยเข้ากับยุคสมัยใหม่

แบบบ้านที่สะท้อนวิถีชีวิต ศิลปะวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม ในแต่ละท้องถิ่น มาผสมผสานเข้ากับความทันสมัยในปัจจุบันอย่างลงตัว โดยนิยมใช้หลังคาทรงจั่ว หรือทรงปั้นหยา ตัวบ้านอาจเป็นปูนทั้งหลัง หรือมีการใช้ผนังก่ออิฐฉาบปูนเฉพาะชั้นล่างร่วมกับการใช้ไม้ หรือวัสดุทดแทนไม้ ตัวบ้านเน้นเปิดพื้นที่ให้ดูโล่ง หรือมีประตูหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก มีลานนั่งเล่นกว้างๆ ให้สมาชิกสามารถใช้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ การก่อสร้างบ้านสไตล์นี้นิยมใช้วัสดุธรรมชาติ วัสดุจากท้องถิ่น หรือวัสดุทดแทนธรรมชาติ เช่น ไม้ กระเบื้องดินเผา และสีโทนเนเชอรัลที่ดูเป็นธรรมชาติ คงไว้ซึ่งศิลปะความงาม และกลิ่นอายในแบบไทยๆ

6. Natural Style แบบบ้านในวิถีที่กลมกลืนกับธรรมชาติ

บ้านสไตล์เนเชอรัล หรือ บ้านสไตล์ธรรมชาติ มีเอกลักษณ์ของแบบบ้าน ที่เน้นการสร้างบรรยากาศของการอยู่อาศัย ให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นสร้างอยู่ท่ามกลางป่าเขา หรือริมทะเล และแต่งแต้มพื้นที่ด้วยดอกไม้ พรรณไม้ต่างๆ วัสดุสร้างบ้านส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน เปลือกหอย หรือวัสดุเลียบแบบธรรมชาติ เช่น ไม้เทียม ไม้สังเคราะห์ กระเบื้องลายไม้ กระเบื้องลายหิน ฯลฯ พร้อมออกแบบให้มีหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อรับสายลม แดงแดด และเสียงธรรมชาติ เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ

บ้านสไตล์ต่างๆ ที่นำเสนอนั้น เป็นเพียงสไตล์บ้านที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมเท่านั้น ยังอีกหลายรูปแบบที่คนไทย หรือในต่างประเทศมี และนิยมใช้


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ฐานราก ทำหน้าที่อะไร มีแบบไหนบ้าง และควรเลือกอย่างไร

ฐานราก (Footing) ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากโครงสร้างทั้งหมดแล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาเข็ม หรือดินโดยตรง คุณสมบัติของดินที่รองรับฐานราก ควรมีความสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ โดยไม่เกิดการเคลื่อนตัว หรือพังทลายของดินใต้ฐานราก และต้องไม่เกิดการทรุดตัวลงมาก จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โครงสร้าง

การเลือกฐานราก

ในการเลือกฐานรากว่าแบบไหนเหมาะกับโครงสร้างบ้าน ให้ดูจากคุณภาพของชั้นดินเป็นหลัก โดยฐานรากแบบแผ่จะเหมาะกับดินแน่น ๆ ที่มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดอาการทรุดตัวเท่านั้น ส่วนดินเนื้ออ่อนจำเป็นต้องใช้เสาเข็มเพื่อช่วยรับน้ำหนักของโครงสร้างบ้าน โดยจะต้องตอกเสาเข็มลงไปให้ลึกถึงชั้นดินแข็ง และต้องใช้ความชำนาญเป็นสำคัญ

ส่วนจำนวนเสาเข็มที่ต้องใช้ในการทำฐานรากของแต่ละบ้าน ก็ต้องให้วิศวกรเป็นผู้คิดคำนวณให้ตามหลักการ เพื่อความปลอดภัย และไม่เกิดอันตรายจากบ้านทรุดหรือถล่มในภายหลัง

ฐานราก แบบต่างๆ

ฐานรากตื้นหรือฐานรากแผ่ ( Shallow foundation )

หมายถึงฐานรากที่ไม่ใช้เสาเข็ม ฐานรากจะใช้ตัวมันเอง ถ่ายน้ำหนักอาคารลงไปในดิน หรือหินที่รองรับ ดังนั้นฐานรากจึงตอ้ง

มีขนาดใหญ่พอที่จะกระจายน้ำหนักให้แผ่ลงดิน หรือหิน โดยดิน หรือหินที่รองรับฐานราก

ต้องแข็งแรง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เมื่อน้ำหนักอาคารมาก หรือดิน หิน ที่รองรับฐานรากมีกำลังต้านทานน้อย ขนาดฐานรากจะใหญ่โตเกินความจำเป็น ควรใช้ฐานรากอีกชนิดหนึ่ง

ฐานรากวางบนเสาเข็ม ( Piled foundation )

ด้วยน้ำหนักอาคารที่ถ่ายเทลงฐานราก จะถ่ายต่อไปยังเสาเข็ม เสาเข็มอาจต้านทานน้ำหนัก โดยอาศัยความฝืด หรือแรงเสียดทาน (Friction) ระหว่างผิวเสาเข็ม กับดินที่อยู่โดยรอบ หรือหากเสาเข็มยาวมากพอ เช่นถูกตอกลงไปวางบนชั้นดินที่แข็งมาก หรือชั้นหิน (Hard strata) ก็จะต้านทานน้ำหนัก โดยอาศัยทั้งความฝืด และแรงแบกทาน(Bearing) ที่ปลายเสาเข็มกับชั้นดินแข็ง หรือชั้นหิน นอกจากจะแบ่งประเภทฐานรากตามวิธีถ่ายเทน้ำหนักแล้ว ยังสามารถแยกชนิดของฐานรากตามรูปร่าง และตามลกัษณะของน้ำหนักที่รรทุกได้ดังนี้

1) ฐานเดี่ยว (Isolated footing) เป็นฐานรากเพื่อใช้รับน้ำหนักบรรทุกของเสา หรือตอม่อต้นเดียว แล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่พื้นดิน หรือเสาเข็มอาจเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปอื่นก็ได้โดย ความหนาของของตัวฐานรากต้องสามารถต้านโมเมนตัม และแรงเฉือนได้เพียงพอ ในบางครั้งวศิวกรอาจกำหนดความหนาที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น หรือเอียงขึ้นเพื่อต้านโมเมนตัม และแรงเฉือน ลักษณะ

ของฐานรากเดี่ยวที่ดี ควรกำหนดให้ตำแหน่งของต่อม่อ อยู่ที่กลางคาน หรือจุดศูนย์ถ่วงของฐานราก

2) ฐานใต้กำแพง หรือฐานแบบต่อเนื่อง (Strip footing) ใชัรับน้ำหนักกำแพง ผนังก่ออิฐ หรือผนังคอนกรีต ฐานรากชนิดนี้มีใช้มาตั้งแต่โบราณแล้ว เช่น ฐานรากโบสถ์ ดังนั้นอาคารที่ใช้ฐานรากชนิดนี้จึงไม่มีเสา และต้องมีความยาวตามแนวผนังไปตลอดอาคาร และเมื่อการก่อสร้างพัฒนาขึ้น รากฐานชนิดนี้จึงได้เปลี่ยนจากการใช้การก่ออิฐเป็นฐานกว้าง แล้วค่อยลดขนาดลงมาเป็นกำแพง มาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และใช้ผนังอิฐรับแรงก่อขึ้นมา หรือผนังคอนกรีต ข้อจำกัดสำหรับฐานรากชนิดนี้ คือไม่สามารถสร้างอาคารได้สูงนักจึงควรก่อสร้างไม่เกิน 3 ช้้น

3) ฐานร่วม (Common footing) เป็นฐานรากเพื่อใช้รับน้ำหนักบรรทุกของเสา หรือตอม่อสองต้นขึ้นไป ฐานร่วมพบในกรณีที่เสาเหล่านั้นอยู่ใกล้กันมาก จนฐานรากเกยกัน หรือมิเช่นนั้น อาจเป็นเพราะฐานรากใดๆ ที่ไม่เสถียร เกิดการเยื้องศูนย์จึงจำเป็นต้องยึดไว้กับฐานรากอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน

โดยเสาตอม่อต้นที่มีน้ำหนักมากต้องอยู่บนฐานราก ที่มีขนาดพิ้นที่ใหญ่กว่าเสาตอม่อที่มีน้ำหน้กน้อยกว่า จึงอาจทำให้ฐานรากเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูก็ได้

4) ฐานตีนเป็ด หรือฐานรากชิดเขต (Strap footing) เป็นฐานรากร่วมชนิดหนึ่ง รับน้ำหนักบรรทุกของเสา ตอม่อ หรือกำแพง ที่อยู่ริมขอบฐาน ทำให้น้ำหนักที่ถ่ายลงสู่ฐาน เยื้องกับศูนย์ถ่วงของฐาน เช่น ฐานรากที่อยู่ใกล้แนวเขตที่ดิน ฐานรากชนิดนี้ไม่เสถียร คือมีแนวโน้ม ที่จะพลิกล้ม (Overturn) ได้ง่าย จึงจำต้องยึดไว้กับฐานรากอื่น ที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยมีคานยึด (Strap beam) คานยึดนี้ อาจยกระดะบขึ้น เหนือระดับฐานราก ซ่อน หรือซ้อนเกย (Common) เป็นส่วนหนึ่งของฐานรากได้

5) ฐานแพ ( Raft or mat foundation หากวางบนเสาเข็มอาจเรียกว่า ฐานปูพรม ) เป็นฐานร่วมขนาดใหญ่ ใช้รับน้ำหนักบรรทุกของเสาหลายๆ ต้น โดยจะแผ่บนพื้นที่กว้างๆ บางครั้งจะใช้รับน้ำหนักบรรทุก ของเสาทุกต้น ของอาคารก็ได้ โดยมากแล้วเราจะใช้ฐานแพ กับอาคารสูงซึ่งต้องใช้ เสาเข็มรับน้ำหนักจำนวนมาก แต่มีพื้นที่คับแคบ ฐานรากอาจมีขนาดที่กว้าง และยาวเท่ากับตัวอาคารพอดี และสามารถใช้ทำเป็น ชั้นจอดรถใต้ดินได้ ข้อดีของฐานรากชนิดนี้ เมื่อเทียบกับฐานรากเดี่ยวคือ กระจายน้ำหนักสู่ดิน หรือหินเบื่องล่างไได้ดีกว่า และปัญหาการทรุดตัว ต่างระดับแทบหมดไป เพราะฐานรากชนิดนี้มีความต่อเนื่องกัน ตลอดโยงยึดกันเป็นแพ แต่การก่อสร้างจะยุ่งยาก และสิ้นเปลือง

ปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงของฐานราก

1-ความแข็งแรงของตัวฐานรากเองซึ่งหมายถึงโครงสร้างส่วนที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก

2-ความสามารถในการแบกรับน้ำหนักของดินใต้ฐานราก

3-การทรุดตัวของดินใต้ฐานราก ควรเกิดขึ้นได้น้อย และใกล้เคียงกันทุกฐานราก


พบกับความรู้เรื่อง บ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

วัสดุมุงหลังคา นั้นมาหลากหลาย และคุณสมบัติที่แตกต่าง

วัสดุมุงหลังคา ที่มีในบ้านเรามีให้เลือกหลากหลายประเภท ซึ่ง มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ที่นิยมใช้กันมายาวนานก็น่าจะเป็น “กระเบื้องคอนกรีต” หรือที่เรียกติดปากกันว่ากระเบื้องโมเนีย รวมถึงกระเบื้องลอนคู่ ซึ่งเมื่อก่อนจะเป็นวัสดุซีเมนต์ใยหิน แต่ปัจจุบันผู้ผลิตส่วนใหญ่หันมาใช้วัสดุที่เรียกว่า “ไฟเบอร์ซีเมนต์” แทน ด้วยเหตุผลเรื่องสารก่อมะเร็งของใยหินในกระเบื้องรุ่นเดิมอย่างไรก็ตามยังมีวัสดุมุงหลังคาชนิดอื่นอีกมากมายให้เลือกใช้ให้เหมาะกับทุกสไตล์บ้าน และไลฟสไตล์ของทุกคน

กระเบื้องหลังคาคอนกรีต

กระเบื้องหลังคาคอนกรีตมีจุดเด่นในเรื่องของเนื้อวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน มีปัญหารั่วซึมน้อย อย่างไรก็ตาม ในบรรดาประเภทวัสดุมุงหลังคาที่มีอยู่ อาจถือได้ว่ากระเบื้องคอนกรีตเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก การเตรียมโครงสร้างหลังคาให้แข็งแรงพอเพื่อรองรับผืนกระเบื้องจึงเป็นเรื่องสำคัญรวมถึงคุณสมบัติเรื่องการสะสมความร้อนได้ดีของคอนกรีตก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน จึงควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติม หรือเลือกใช้ “ระบบหลังคาเย็น” ที่ผู้ผลิตบางรายคิดค้นขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาการสะสมความร้อนใต้หลังคาเพิ่มเติม นอกจากนี้ ผิวสัมผัสของกระเบื้องคอนกรีตที่ค่อนข้างหยาบ อาจทำให้ฝุ่นผงละเอียดเกาะติดได้ง่าย รวมถึงอายุการใช้งานของสีเคลือบหลังคาที่มีระยะเวลาจำกัด ส่งผลให้กระเบื้องหลังคาดูหมองได้ในระยะยาว ทั้งนี้สามารถทำความสะอาด หรือทาสีสำหรับทากระเบื้องหลังคาโดยเฉพาะทับใหม่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกระเบื้องใหม่

กระเบื้องหลังคาเซรามิก

กระเบื้องหลังคาเซรามิก เป็นอีกหนึ่งวัสดุที่ได้รับความนิยมมาก ด้วยการผลิตจากดินพิเศษนำมาอัดขึ้นรูปเคลือบสี ทำให้เนื้อกระเบื้องมีความแข็งแกร่ง โดยเนื้อกระเบื้องที่ได้จะเป็นสีเนื้ออ่อน ส่วนผิวด้านบนที่เคลือบสีจะมี 2 ลักษณะคือ มันเงา และกึ่งเงา ทำให้ช่วยในการชลอการซีดจาง รูปแบบแผ่นกระเบื้องก็มีให้เลือกทั้ง “แบบลอนมาตรฐาน” และ “แบบลอนเว้า” ที่เข้ากับบ้านสไตล์คลาสสิกหรูหรา และบ้านสไตล์ Contemporary รวมถึง “แบบแผ่นเรียบ” ที่เหมาะกับบ้านในสไตล์โมเดิร์น

คุณสมบัติที่เด่นชัดของเซรามิก คือการป้องกันความร้อนได้สูงกว่ากระเบื้องชนิดอื่น ไม่อมความร้อน ความร้อนใต้แผ่นกระเบื้องที่อุณหภูมิจากภายนอกเท่ากันจึงมีน้อยกว่ากระเบื้องชนิดอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสีของกระเบื้องหลังคาด้วย นอกจากนี้กระเบื้องหลังคาเซรามิกยังมีน้ำหนักค่อนข้างเบา เมื่อเทียบกับกระเบื้องหลังคาคอนกรีตที่มีรูปลอนเดียวกัน ทำให้ประหยัดโครงสร้างที่รับหลังคาลง สีที่เคลือบจะมีความคงทนสูง ไม่ซีดจาง รวมถึงลักษณะของผิวที่เรียบมันจึงช่วยลดการเกาะของฝุ่น และสามารถชะล้างสิ่งสกปรกออกได้ง่ายเมื่อถูกน้ำฝน ทำให้กระเบื้องเงางามเหมือนใหม่อยู่เสมอ สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการเปลี่ยนจากกระเบื้องหลังคาคอนกรีตแบบลอนเป็นกระเบื้องหลังคาเซรามิกที่มีรูปทรง ขนาด และลักษณะลอนเดียวกัน สามารถทำได้ทันที เพราะมีระยะแปเท่ากัน รวมถึงน้ำหนักที่เบากว่าของกระเบื้องหลังคาเซรามิก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างที่รับหลังคา ทั้งนี้อาจต้องเตรียมงบประมาณในการปรับปรุงเพิ่มเติมพอสมควร

กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์

เป็นวัสดุที่ผลิตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ผสมกับเส้นใยสังเคราะห์ เป็นการพัฒนามาจากแผ่นซีเมนต์ใยหิน โดยเปลี่ยนส่วนผสมจากเส้นใยหินมาเป็นเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งมีข้อดีในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดสารพิษ ป้องกันความร้อนได้ดี มีความยืดหยุ่นตัว และมีความเหนียวมากกว่า ลักษณะของแผ่นกระเบื้องจึงทำได้ค่อนข้างบาง และมีน้ำหนักเบา รูปแบบแผ่นกระเบื้องก็มีหลากหลายตามแต่ละสไตล์บ้าน ทั้งแบบรูปลอนอย่างที่เรียกกันคุ้นปากว่า “กระเบื้องลอนคู่” ซึ่งมีขนาดต่อแผ่นยาว 1.20 – 1.80 ม. ทำให้ประหยัดจำนวนแปรวมถึงโครงสร้างรับหลังคา งบประมาณโดยรวมในการมุงหลังคาลอนคู่จึงค่อนข้างประหยัด เราจึงมักพบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะตามต่างจังหวัด และส่วนต่อเติมบ้านในเมือง

ในปัจจุบันมีการผลิตกระเบื้องแบบลอนคลื่นที่มีขนาดเล็ก และสั้นกว่ากระเบื้องลอนคู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อมุงเสร็จแล้วจะทำให้ได้บ้านที่ดูดีมีสไตล์ไม่แพ้บ้านที่มุงกระเบื้องคอนกรีตเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็มีกระเบื้องแบบแผ่นทั้ง “แผ่นเรียบสี่เหลี่ยม” และ “กระเบื้องหางว่าว” ซึ่งด้วยรูปแบบแผ่นกระเบื้องที่ดูบางกว่าทำให้หลังคาโดยรวมดูโมเดิร์นกว่ากระเบื้องชนิดอื่นที่มีความหนา รวมถึง “กระเบื้องลายไม้” ที่ให้อารมณ์ของบ้านมุงกระเบื้องไม้ในสมัยก่อนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กระเบื้องแบบแผ่นเรียบมีระยะมุงซ้อนทับกันค่อนข้างมาก ทำให้มีระยะแปค่อนข้างถี่ตามไปด้วย จึงทำให้ผืนหลังคาหนาแน่น แข็งแรง แต่ก็ต้องเตรียมงบประมาณมากขึ้นในส่วนนี้เช่นกัน

​กระเบื้องดินเผา

กระเบื้องดินเผาเป็นวัสดุที่เราพบเห็นได้ทั่วไป มีสีสันอ่อนเข้มตามลักษณะการเผา มีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง แต่สำหรับกระเบื้องหลังคาดินเผาซึ่งมีคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวมาไม่แตกต่างกัน เพียงแต่กระบวนการผลิตที่เริ่มตั้งแต่การขึ้นโมล (Mole) ทำให้ได้เนื้อดินอัดแน่นสูง การเคลือบสีแบบพิเศษทำให้ได้ผิวแบบกึ่งด้านที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของดินเผา มีคุณสมบัติที่ช่วยลดการสะสมฝุ่นและสามารถชะล้างสิ่งสกปรกออกได้ด้วยน้ำฝน ไปจนถึงการเผาที่อุณหภูมิสูงเช่นเดียวกับกระเบื้องเซรามิก ส่งผลให้กระเบื้องดินเผามีความแข็งแกร่งกว่างานดินเผาทั่วไปมาก หากเทียบกับกระเบื้องหลังคาเซรามิกซึ่งถือได้ว่ามีวัสดุตั้งต้นชนิดเดียวกัน กระเบื้องดินเผามีคุณสมบัติโดยทั่วไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งในเรื่องน้ำหนักที่เบากว่ากระเบื้องคอนกรีต และมีการนำพาความร้อนต่ำ แต่สิ่งที่ต่างกันคือเรื่องของรูปแบบและรูปทรงของกระเบื้องดินเผาที่มีลักษณะเป็นลอนโค้งสูง ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติเรื่องการระบายความร้อนใต้หลังคาได้ดี และด้วยสีสันที่ไม่สม่ำเสมอจึงตอบโจทย์บ้านสไตล์ตะวันตกที่แฝงกลิ่นอายเมดิเตอเรนียนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การเตรียมงบประมาณสำหรับกระเบื้องหลังคาดินเผา จะประหยัดกว่ากระเบื้องเซรามิกพอสมควร สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงสำหรับกระเบื้องดินเผาแบบขึ้นโมล ซึ่งมีหนึ่งลอนคว่ำและหนึ่งท้องลอนต่อกระเบื้องหนึ่งแผ่น แตกต่างจากกระเบื้องรูปแบบทั่วไปที่มักมีหลายลอนในแผ่นเดียวกัน โดยเฉพาะหากต้องมุงหลังคาทรงจั่ว จำเป็นต้องคำนวณความกว้างของผืนหลังคาให้พอดีกับจำนวนแผ่นกระเบื้องและกระเบื้องชิ้นจบ ที่ต้องเป็นลอนยกเสมอก่อนติดตั้งแผ่นครอบข้างหลังคา

วัสดุมุงตามธรรมชาติ

ได้แก่ แป้นเกล็ดไม้สัก ซึ่งใช้กับอาคารทางภาคเหนือ ลักษณะเป็นไม้แผ่นบาง ขนาดใกล้เคียงกับกระเบื้องดินเผา ใช้กับระแนง 1″x1″เช่นกัน แต่ปัจจุบันไม่มีการทำขึ้นมาอีก เพราะอายุการใช้งานจำกัด รั่วง่าย ไม่ทนไฟ และราคาแพงมาก

หลายโรงงาน ไม่ว่าจะเป็น เอสซีจี โดยกระเบื้องไอยร่า หรือ มหพันธ์ จึงคิดค้นกระเบื้องเลียนแบบแป้นเกล็ดนี้ขึ้นมา ด้วยการทำสีเลียนธรรมชาติ แต่วัสดุที่ใช้ เป็นวัสดุประเภทไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งมีตัวแผ่นบาง และน้ำหนักเบา ขึ้นรูปคล้ายแป้นเกล็ดได้จริง

สังกะสี

เป็นวัสดุที่มีราคาถูก น้ำหนักเบา ลักษณะเป็นแผ่น มีหลายขนาด และจำหน่ายเป็นฟุต ราคาต่อฟุตแตกต่างกันตามสี และชั้นคุณภาพของสังกะสี ปัจจุบัน สังกะสีตราสามดาว เป็นสังกะสีตราเดียวที่ได้รับมาตรฐาน มอก. ด้วยคุณสมบัติน้ำหนักเบาจึงช่วยประหยัดโครงสร้าง ติดตั้งรื้อถอนได้ง่ายและเร็ว ไม่แตกหัก

การเลือกใช้สังกะสี จะช่วยให้ประหยัดโครงสร้างหลังคา แต่มีข้อเสียคือ เป็นตัวนำความร้อนสูงมาก ทำให้กระจายความร้อนมาสู่อาคารได้อย่างรวดเร็ว เป็นสนิมง่าย ทำให้เกิดรูรั่ว และส่งผลให้มีอายุการใช้งานจำกัด และด้วยความที่ตัวแผ่น มีน้ำหนักเบามาก ถ้าไม่มีฝ้าเพดานจะทำให้เกิดความเสียหายได้มาก เวลาเกิดลมพายุแรงๆ หลังคาอาจจะปลิวหรือฉีกขาดได้ง่าย และ เกิดเสียงดังมากในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก อาจป

เมทัลชีท

จากข้อดีข้อด้อยของหลังคาสังกะสี จึงมีบริษัทที่คิดนำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยเสริมจุดเด่นขึ้น และลดจุดด้อยลง ทำให้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง แต่ส่วนมาก จะใช้กับอาคารประเภทโกดังสินค้า โรงงาน สถานีบริการน้ำมัน โรงจอดรถ ฯลฯ

เนื่องจากอาคารดังกล่าว มักมีช่วงกว้างตั้งแต่ 10-30ม. และไม่มีเสาอยู่ระหว่างกลาง การออกแบบโครงสร้างหลังคา จึงต้องพยายามหาวัสดุหลังคาที่เบาที่สุด ซึ่งสังกะสีก็เป็นวัสดุที่เบาอยู่แล้ว จึงนำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยการผสมโลหะอื่นที่ช่วยลดปัญหาการเกิดสนิม เช่น อลูมินั่ม รวมทั้งใช้วิธีการเคลือบ และ อบ สี ทำให้ช่วยลดการกัดกร่อนและช่วยสะท้อนความร้อนออกไปได้ดี ทำให้อาคารไม่ร้อนมากเหมือนเก่า

วัสดุมุงหลังคา นั้นมีหลากหลาย เราจึงควรศึกษาข้อมูลให้มากเพื่อจะได้มีบ้านที่ดี และตรงกับความต้องการของคุณ


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

หลังคาแต่ละแบบ มีประโยชน์ที่แตกต่างกัน และสร้างความแตกต่างให้กับ บ้าน

หลังคา ถือเป็นโครงสร้างหลัก และเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้บ้านมีเอกลักษณ์ บ่งบอกความเป็นตัวตนของเจ้าของบ้าน ซึ่งนอกจากจะมีรูปทรงที่สวยงาม สร้างความแตกต่างให้กับแบบบ้านแล้ว หลังคาแต่ละแบบ ยังมีประโยชน์ที่แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติต่างๆ เช่น การรองรับกับสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ การป้องกันและการระบายความร้อนเพื่อให้บ้านเย็นเหมาะกับการพักอาศัย ด้วยหลังคามีให้เลือกหลากหลายแบบ ตามความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิก และความต้องการของเจ้าของบ้าน รวมถึงคุณสมบัติของวัสดุที่เลือกใช้ ซึ่งสิ่งสำคัญของทุกการออกแบบที่ต้องคำนึงคือความสวยงาม ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของหลังคาที่เอื้อต่อการใช้งานสูงสุด ดังนั้นก่อนเลือกแบบบ้านมาดูกันก่อนว่า หลังคาแบบไหน เหมาะกับแบบบ้านสไตล์ใด และเข้ากับสภาพอากาศในเมืองไทยหรือไม่

1. หลังคาแบน

หลังคาแบน (Flat Slab Roof) หลังคาทรงแบนแบบเปลือย วัสดุที่นิยมใช้เป็นคอนกรีตเทหล่อในที่ เหมาะกับบ้านรูปทรงโมเดิร์น และ ทรอปิคอลโมเดิร์น ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ของหลังคาให้เกิดเป็นประโยชน์ได้ หลังคาแบนมีลักษณะแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้น แต่ต้องมีความลาดเอียงเล็กน้อยเทไปยังช่องที่เจาะเพื่อระบายน้ำฝนออกไป หรือ เทไปยังท่อระบายบนหลังคา แต่หลังคาประเภทนี้ดูดซับความร้อนและรับน้ำฝนโดยตรง จึงต้องมีการป้องกันการรั่วซึมที่ดี ซึ่งวิธีการป้องกันมักจะผสมสารกันรั่วซึมในคอนกรีตระหว่างที่เทหลังคา เมื่อคอนกรีตแห้งแล้ว ให้ทาผลิตภัณฑ์กันรั่วซึมทาทับอีกที ไม่ควรนำพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปมาทำหลังคา เพราะมีรอยต่อซึ่งอาจทำให้เกิดการรั่วซึมได้ 

ข้อดี : สร้างง่าย ประหยัดวัสดุโครงสร้างและสามารถใช้พื้นที่บนหลังคาแบนได้

ข้อควรระวัง : หลังคาทั้งผืนต้องรับความร้อนตลอดทั้งวัน และ มีความเสี่ยงในการเกิดการรั่วซึมได้มาก ระบายน้ำฝนได้ไม่ดี ควรจะผสมน้ำยากันซึม หรือควรมีวัสดุกันซึมปูทับอีกชั้นหนึ่ง

2. หลังคาเพิงหมาแหงน

หลังคาเพิงแหงน (Lean To Roof) หรือที่เราคุ้นเคยกันดีว่า หลังคาเพิงหมาแหงน (Lean To Roof) เป็นทรงหลังคาที่ได้รับความนิยมมากสมัยนี้โดยเฉพาะบ้านโมเดิร์นสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นรูปทรง ทรงเลขาคณิตที่ดูแล้วเรียบง่าย ดังนั้น หลังคาเพิงหมาแหงนจึงแสดงออกถึงความทันสมัย หลังคาเพิงหมาแหงนสังเกตุง่ายๆ คือจะมีองศาเอียงไปด้านเดียวเปรียบเสมือนหมาที่นั่งแหงนหน้าขึ้น การยกให้หลังคามีความสูงอีกด้านหนึ่งมากกว่าอีกด้านหนึ่งในลักษณะนี้ ทำให้หลังคาของตัวอาคารมีความสามารถในการระบายน้ำฝนได้ดีตามองศาของหลังคาที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ให้หลังคาเพิงหมาแหงนมีองศาความลาดเอียงมากพอ โดยองศาความลาดเอียงขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ และประเภทของแผ่นหลังคาที่นำมาใช้มุง เพื่อที่จะระบายน้ำฝนออกได้ทัน ไม่ไหลย้อนซึมกลับเข้ามา โดยวัสดุที่มักใช้ในการทำหลังแบบเพิงหมาแหงน มักใช้เป็นวัสดุที่มีขนาดยาวซึ่งทำให้รอยต่อน้อยและมีระยะซ้อนทับมาก เช่น เมทัลชีท , กระเบื้องลองคู่ , กระเบื้องหลังคาคอนกรีต ทั้งนี้การเลือกใช้วัสดุในการมุงหลังคาก็จะขึ้นอยู่กับองศาของรูปแบบหลังคาที่ต้องการ

ข้อดี : เนื่องจากโครงสร้างหลังคาไม่สลับซับซ้อนเหมือนหลังคาประเภทอื่น ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายอย่าง ตั้งแต่ประหยัดโครงสร้างอาคาร, หลังคา, ค่าแรง, เวลา, โดยรวมประหยัดเงิน 

ข้อควรระวัง : บังแดดและฝนได้ทิศทางเดียว ควรระวังเรื่ององศาความลาดเอียงหลังคาที่จะทำให้เกิดปัญหารั่วซึมในภายหลังได้

3. หลังคาปีกผีเสื้อ

หลังคาปีกผีเสื้อ (Butterfly Roof) ประกอบด้วยหลังคาเพิงหมาแหงน 2 หลัง หันด้านที่ต่ำกว่ามาชนกัน ทรงหลังคานี้ไม่ได้มีให้พบเห็นได้เยอะในประเทศไทย แต่บางทีเจ้าของบ้านหรือผู้ออกแบบนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างความสวยงาม แต่เนื่องจากตำแหน่งที่ต่ำที่สุดอยู่บริเวณกลางตัวอาคารทำให้ หลังคาแบบผีเสื้อ อาจเกิดการรั่วซึมได้สูงกว่าหลังคารูปทรงอื่น เนื่องจากน้ำฝนย่อมรวมกันตรงพื้นที่ต่ำกว่า และเพราะปริมาณน้ำฝน ที่ตกเข้ามามีปริมาณมากจากทั้งสองด้านของหลังคา ดังนั้นการติดตั้งรางน้ำฝนบริเวณกลางหลังคา ที่มีความสามารถรองรับน้ำจากหลังคาทั้งสอง จึงต้องมีการออกแบบ และดำเนินการอย่างละเอียด รางน้ำที่ถูกเลือกใช้จะต้องมีความกว้าง และลึกกว่าหลังคาทั่วไป เพื่อให้สามารถรองรับ และระบายน้ำฝนได้ทัน จึงทำให้หลังคาแบบผีเสื้อ ไม่ค่อยเหมาะกับสภาพอากาศในเมืองไทยสักเท่าไหร่ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฝนตกชุกอยู่ตลอดเวลา

ข้อดี ความสวยงามและดูแปลกตาและทำให้อาคารที่ก่อสร้างมีความเด่นสะดุดตา

ข้อควรระวัง : เป็นทรงหลังคาที่รองรับน้ำ จึงมีโอกาสสูงมากที่จะมีโอกาสรั่วซึมของน้ำ

4. หลังคาทรงหน้าจั่ว

หลังคาทรงหน้าจั่ว (Gable Roof) เป็นหลังคาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากๆ โดยเฉพาะในประเทศไทย เนื่องจากหลังคาทรงหน้าจั่ว มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา นอกเหนือจากนี้ยังเหมาะกับการปลูกสร้างบ้านทั่วไปใน ทุกพื้นที่ ทุกภูมิภาค ของประเทศ อาจเรียกได้ว่า เป็นแบบมาตรฐานที่นิยมใช้กันมาเนิ่นนาน ซึ่งหลังคาทรงหน้าจั่วนั้น ผืนหลังคามีความลาดเอียงสองด้านชนกันที่ปลายสูงสุดของหลังคา สันสูงอยู่ตรงกลาง หลังคาทรงหน้าจั่วนี้มีความสามารถในการระบายความร้อนใต้หลังคาได้ดี เนื่องจากทรงของหลังคายกสูง และมีพื้นที่ใต้หลังคามาก และด้วยคุณสมบัติของไอความร้อนที่จะลอยขึ้นสูงเสมอ ทำให้การที่มีพื้นที่ใต้หลังคามาก มีอากาศไหลเวียนเข้าในอยู่ภายใต้หลังคา และกระจายความร้อนออกตามโครงสร้างของหลังคา นอกจากจะดีในเรื่องของการระบายความร้อนใต้หลังคาด้วยตัวโครงสร้างแล้ว หลังคาทรงหน้าจั่ว ยังช่วยในการลดปัญหาของการรั่วซึมของน้ำ เนื่องจากมุมองศาของบ้าน และการลาดเอียงออกจากตัวอาคารทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน กับความลาดเอียงที่เยอะเป็นพิเศษ จึงทำให้ เมื่อฝนตกแรงของน้ำ สามารถกระจายตัวออกและไหลลงเชิงชายของหลังคาและออกจากตัวบ้านได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดี : เป็นทรงหลังคาที่ระบายความร้อนได้ดีกว่ารูปทรงอื่นๆ

ข้อควรระวัง : ฝนสาดได้หากตัวบ้านและหน้าจั่วหันผิดทิศ

5. หลังคาทรงปั้นหยา

หลังคาทรงปั้นหยา (Hip Roof) นิยมสูงในบ้านสไตล์ ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศไทย ลักษณะพิเศษของหลังคาทรงปั้นหยานั้นคือการครอบคลุมตัวหลังคาไปในทุกทิศทางของบ้าน ส่วนใหญ่ที่เราพบเห็นคือ ด้านลาดเอียงสี่ด้านขึ้นไปชนกัน โดยส่วนบนสุดของหลังคา จะเป็นจุดยอดรวมของแต่ละด้าน ด้านต่างๆ มีลักษณะเป็นทรง 3 เหลี่ยม และสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันพิงเข้าหากัน หลังคาทรงปั้นหยานั้น มีมุมลาดเอียงน้อยกว่าทรงหน้าจั่ว ข้อดีอีกอย่างของหลังคาทรงปั้นหยาคือ การมีชายคายื่นยาวออกไปในทุกทิศทาง ช่วยคุ้มแดดคุ้มฝน แต่ไม่มีด้านรับลมเหมือนหลังคาหน้าจั่ว จึงมักใช้การเพิ่มหน้าต่างรับลมใต้ชายคา หรือเว้นร่องฝ้าชายคาเพื่อให้สามารถระบายอากาศใต้หลังคาได้

ข้อดี : มีความแข็งแรงที่สุดเมื่อเทียบกับทรงหลังคาทุกแบบสามารถรับลมและฝนได้จากทุกทิศทางรวมถึงเข้ากันได้กับตัวบ้านหลากหลายสไตล์

ข้อควรระวัง : รับลมเข้ามาระบายอากาศได้ไม่ดีเท่าหลังคาแบบอื่น และ ช่างติดตั้งต้องมีความชำนาญ

6. หลังคาทรงมะนิลา

หลังคาทรงมะนิลา (Manila Roof) เป็นแบบทรงหลังคาบ้านที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างทรงปั้นหยากับทรงหน้าจั่ว และนำข้อดีของทั้งสองแบบมาประยุกต์ใช้ คือความแข็งแรง สามารถในการรับแรงปะทะจากลมแดดลมฝนจากทุกทิศทางของทรงปั้นหยา และความสามารถในการระบายความร้อนได้ดีของทรงหน้าจั่ว ด้วยความเป็นการผสมผสานระหว่างแบบหลังคาสองทรง จึงทำให้มีความซับซ้อนของทรงหลังคาและอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการรั่วซึมในช่วงรอยต่อหลังคาได้ ดังนั้นทีมทช่างที่ก่อสร้างจึงต้องมีความชำนาญอย่างดี หลังคาทรงนี้สามารถนำรวมไว้ในแบบบ้านสไตล์คันทรี่ สไตล์ร่วมสมัย สไตล์ไทยประยุกต์ซึ่งมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และสไตล์โคโลเนียลทีมีความโดดเด่นของศิลปะตะวันตกอย่างลงตัว

ข้อดี : สามารถรับลมและฝนได้จากทุกทิศทาง และระบายความร้อนได้ดี

ข้อควรระวัง : รูปทรงหลังมีความยากในการติดตั้ง และช่างติดตั้งต้องมีความชำนาญ

หลังคาแต่ละแบบ นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียของมันเอง


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

เสาเข็มสำคัญอย่างไร เสาเข็มคืออะไร เสาเข็มมีกี่แบบ ทำไมถึงต้องมี

เสาเข็มสำคัญอย่างไร ด้วยเสาเข็มถือเป็นองค์ประกอบส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของอาคาร โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายเทน้ำหนักของตัวอาคารลงสู่พื้นดิน โดยถ่ายน้ำหนักจากหลังคา ,พื้น ,คาน,เสา,ตอม่อและฐานราก ลงไปสู่ชั้นดินตามลำดับ จากบันทึกพบว่าแนวความคิดในการก่อสร้างด้วยเสาเข็ม เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 6,000 ปีก่อน ในยุคที่เรียกว่า “Swiss Lake Dwellers” ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบัน ผู้คนในยุคนั้นใช้เสาเข็มที่ทำมาจากไม้ ในการสร้างกระโจมที่พักอาศัย โดยยกระดับความสูงจากพื้นเพิ่มขั้นเพื่อป้องกันตัวเองจากสัตว์ป่า ในยุคถัดมาชาวโรมันได้ใช้เสาเข็มที่ทำมาจากไม้ และหินในการก่อสร้างจำนวนมาก อาทิเช่น ที่พักอาศัย วิหาร และสะพาน ในปี ค.ศ. 1832 กระบวนการเก็บรักษาสภาพของไม้ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในอังกฤษ โดยการฉีดสารเคมีเข้าไปในไม้ นี่เป็นช่วงเวลาที่เสาเข็มไม้ได้รับการพัฒนามากขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย หลังจากที่ใช้เสาเข็มไม้มานาน หลังยุค ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา จึงเริ่มมีการพัฒนาจากเสาเข็มไม้ เป็นเสาเข็มปูนเพิ่มมากขึ้น และเมื่อถึงยุคอุตสาหกรรม ระบบฐานรากเสาเข็มได้ถูกพัฒนาต่อยอดแตกแขนงออกมาอีกหลากหลายประเภท ตามความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีการพัฒนากระบวนการผลิตเสาเข็มที่เป็นระบบ และมีความทันสมัย มาอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

เสาเข็ม คืออะไร

เสาเข็ม (ภาษาอังกฤษ คือ Pile Foundation) คือส่วนประกอบของโครงสร้างที่อยู่ใต้สุดของอาคาร มีลักษณะเป็นท่อนฝังในดินเชื่อมต่อกับฐานราก ซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนที่อยู่ใต้ผิวดิน มีหน้าที่แบกรับน้ำหนักจากเสา และถ่ายเทน้ำหนักไปสู่เสาเข็ม จากนั้นเสาเข็มจะถ่ายน้ำหนักที่ได้รับมากระจายลงสู่ผืนดิน โดยอาศัยแรงเสียดทานระหว่างผิวของเสาเข็มกับดิน และแรงต้านทานจากปลายเข็มของชั้นดินแข็ง

เสาเข็มสำคัญอย่างไร?

เสาเข็ม เป็นส่วนที่ถือว่าสำคัญที่สุดของอาคาร ทำหน้าที่ในการค้ำยันอาคาร ถ่ายน้ำหนักของตัวบ้านลงสู่พื้นดิน ลักษณะของการรับน้ำหนักเสาเข็มมีด้วยกัน 2 ประเภท คือ การรับน้ำหนักจากตัวเสาเข็ม และการรับน้ำหนักจากชั้นดิน ซึ่งการรับน้ำหนักจากชั้นดินเป็นการใช้แรงเสียดทานของดินในการรับน้ำหนัก (Skin Friction) ร่วมกับการใช้ปลายของเสาเข็มในการรับแรงกดดันของดิน (End Bearing)

โครงสร้างแบบไหนต้องใช้เสาเข็ม?

นอกเหนือไปจากตัวบ้านแล้ว โครงสร้างบ้านส่วนที่จำเป็นต้องลงเสาเข็ม คือส่วนที่ไม่ต้องการให้ทรุดตัวเร็วเกินไป เช่น พื้นคอนกรีตรอบบ้าน ลานซักล้าง ลานจอดรถ ฯลฯ ถ้าอยากให้ทรุดตัวช้า ต้องให้วิศวกรออกแบบ ให้ตอกเสาเข็มสั้น รองรับไว้เพื่อให้ทรุดตัว ในระดับใกล้เคียงกันกับตัวบ้าน แต่หากยอมให้พื้นที่นั้นทรุดตัวพร้อมกับดินได้ ก็ไม่จำเป็นต้องลงเสาเข็มได้

กรณี ที่จำเป็นต้องให้วิศวกรคำนวณออกแบบเสาเข็มรองรับไว้ คือพื้นที่ในส่วนที่ต้องรองรับน้ำหนักมากๆ เช่น บริเวณที่วางแท็งค์น้ำบนดิน, สระว่ายน้ำ หากไม่ลงเสาเข็มรองรับไว้น้ำหนักจำนวนมหาศาล จะส่งผลให้พื้นที่นั้นทรุดลงเร็วกว่าปรกติ

สร้างบ้านใหม่ต้องใช้เสาเข็มแบบไหน ?

ถ้าเป็นบ้านสร้างใหม่ไม่เกิน 2 ชั้น มักจะใช้เสาเข็มคอนกรีตแบบเข็มตอก เพราะประหยัดที่สุด มักใช้เป็นแบบเสาเข็มหน้าตัดรูปตัวไอ (I) ความยาวปานกลาง ระหว่าง 12 – 16 เมตร ซึ่งเข็มระดับนี้ ส่วนใหญ่จะยังคงอาศัยแรงฝืดของดินเป็นตัวรองรับน้ำหนักอยู่ ถ้าเป็น อาคารใหญ่มากขึ้น จะต้องใช้เสาเข็มยาวขึ้น ตั้งแต่ 18 – 24 เมตร ให้ถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งโดยตรง แต่ถ้าเป็นพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้ ที่ดินมีความหนาแน่นสูง หรือมีชั้นดินแข็งที่อยู่ตื้นมาก วิศวกรอาจจะออกแบบให้เสาเข็ม ตอกลงไปเพียง 6 – 8 เมตร ก็สามารถถ่ายน้ำหนักสู่ชั้นดินแข็งได้เลย

เสาเข็มอีกประเภทที่ใช้ใน บ้านพักอาศัย ทั้งสร้างบ้านใหม่ และงานต่อเติมบ้าน คือ เข็มเจาะ ซึ่งจะเป็นเข็มเจาะระบบเล็กสามารถเคลื่อนย้ายเครื่องมือเข้าไปทำงานในพื้นที่แคบๆ ทำงานเจาะดิน หล่อเข็มได้โดยไม่สร้างแรงกระเทือน กับโครงสร้างอาคาร/ฐานรากใต้ดิน ของเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง(เทศบัญญัติในบางพื้นที่กำหนดให้ใช้ระบบเข็มเจาะกรณีที่อาคารที่สร้างใหม่ห่างจากอาคารเดิม/เพื่อนบ้านน้อยกว่า 30 เมตร)

เสาเข็มมีกี่แบบ

เสาเข็มนั้นแบ่งใหญ่ๆได้ 2แบบ คือแบบตอก และแบบเจาะ โดยแบบเจาะก็จะแบ่งย่อยได้อีก 2่ วิธี คือการเจาะแบบแห้ง และแบบเปียก

1-เสาเข็มตอก รวมถึงเสาเข็มเหล็ก เสาเข็มไม้ และเสาเข็มคอนกรีต ซึ่งในปัจจุบันเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงจะได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีราคาที่ย่อมเยาว์ ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มก่อนที่จะติดตั้งได้ และสามารถรับน้ำหนักปลอดภัยสูงสุดกว่า 200 ตันต่อต้น ทางด้านการติดตั้งมีกรรมวิธีที่หลากหลายตั้งแต่ใช้ปั้นจั่นตอกเสาเข็ม การเจาะดิน การปรับปรุงสภาพดินบริเวณปลายเสาเข็ม ไปจนถึงการกดเสาเข็มซึ่งสามารถลดมลภาวะเสียงและแรงสั่นสะเทือนได้สมบูรณ์แบบ ความเหมาะสมของวิธีที่ใช้ในการติดตั้งเสาเข็มขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ ความจำเป็น และกฎหมายที่บังคับในพื้นที่นั้นๆ ภายหลังการติดตั้งวิศวกรนิยมเลือกใช้การทดสอบการรับน้ำหนักของเสาเข็ม หรือการทำสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเพื่อยืนยันว่าเสาเข็มสามารถรับน้ำหนักได้ตามการคำนวน ส่วนข้อจำกัดของเสาเข็มอาจจะพบได้ในพื้นที่ที่ค่อนข้างแคบ เนื่องจากจะต้องมีการขนย้ายเสาเข็มจากโรงงานเข้าสู่หน้างาน

วิธีการตอกเสาเข็ม

ต้องใช้ปั้นจั่นในการตอกลงไปในดิน โดยช่วงสุดท้ายซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการตอกเสาเข็ม จะต้องมีการตรวจสอบการตอก 10 ครั้งสุดท้าย (Last Ten Blow) เข็มที่ตอกมีการทรุดตัวกว่าค่าที่กำหนดไว้หรือไม่ ถ้าหากทรุดตัวมากเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้แสดงว่ายังไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีพอ

ข้อเสียของเสาเข็มตอก

คืออาจจะไม่สะดวกสำหรับไซต์งานที่มีพื้นที่แคบ ๆ เนื่องจากต้องขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ไซต์งานที่อยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ได้

2-เสาเข็มเจาะแบบแห้ง เป็นเสาเข็มเจาะแบบใช้ขาตั้ง 3 ขา และใช้ลูกตุ้มกระแทกลงไปในดิน และใส่ปลอกเหล็กในหลุมเจาะเพื่อป้องกันไม่ให้ดินเข้ามาในหลุม ก่อนจะใส่เหล็กและเทคอนกรีต เหมาะกับหน้างานที่ค่อนข้างแคบ ซึ่งเสาเข็มเจาะแบบแห้งเหมาะแก่เสาเข็มที่รับน้ำหนักไม่มาก และมักจะมีข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพคอนกรีตหากการเทคอนกรีตไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

3-เสาเข็มเจาะแบบเปียก เป็นเสาเข็มที่มีเครื่องจักรเจาะหลุมลงไปในดิน และมีการเติมสารเบนโทไนท์เพื่อป้องกันน้ำผสมกับดินหรือทรายในหลุมเจาะและการพังทลายของหลุม ก่อนจะมีการใส่เหล็กและเทคอนกรีต เสาเข็มเจาะระบบเปียกมีขนาดตั้งแต่ 0.35 เมตรถึง 2.00 เมตร และสามารถน้ำหนักได้ตั้งแต่ 150 – 2,000 ตัน จึงเหมาะกับงานอาคารใหญ่ เสาเข็มชนิดนี้จะมีราคาแพงกว่าเสาเข็มชนิดอื่นเนื่องจากต้องหล่อเสาเข็มหน้างาน และมีขนาดหน้าตัดที่ใหญ่กว่าหากเปรียบเทียบการรับน้ำหนักที่เท่ากันกับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com