construction phuket

ก่อสร้าง ภูเก็ต

Archives May 2022

ปูนแต่ละประเภท มีคุณสมบัติอย่างไร และเหมาะกับงานแบบไหน

หัวใจของงานก่อสร้าง นอกจากเหล็กแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้น ปูนซีเมนต์ อย่างแน่นอน เพราะในทุกๆงาน ทุกๆบ้านจะต้องใช้คอนกรีตในการก่อสร้างทั้งนั้น หรือแม้แต่วัสดุที่นำมาใช้ในงานก่อสร้างอย่าง เสาเข็ม หรือ งานฐานรากก็จำเป็นต้องใช้ ปูนซีเมนต์ ในงานก่อสร้างแต่ปูนซีเมนต์ ก็ไม่ได้มีอยู่ชนิดเดียว เพราะการใช้งานวัสดุต่างๆ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ให้ถูกประเภทกับสิ่งที่เรากำลังจะสร้าง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงปลอดภัยที่ต้องคำนึงถึง เพราะหากใช้ ปูนซีเมนต์ ไม่ถูกประเภทกับงานที่ทำ ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยได้นั่นเอง วันนี้จึงมา แนะนำ ปูนแต่ละประเภท นั้นเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง 

ปูนแต่ละประเภท

โดยปูนซีเมนต์ ที่นิยม และผลิตอยู่ในไทยแบ่งออกเป็น 7 ประเภทด้วยกัน คือ

1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง

มักถูกนำไปใช้กับงานก่อสร้างทั่วไป โดยส่วนมากจะนำไปใช้งานกับคอนกรีตเสริมเหล็กในการทำโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น สะพาน ถนน ท่อระบายน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้หากพูดถึงข้อเสียของปูนซีเมนต์ชนิดนี้ก็คือ ไม่คงทนต่อสารที่เป็นด่างจากน้ำหรือดิน เช่น โรงงานอุตสหกรรมผลิตสารเคมี

2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทสอง

หากนำปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดนี้ไปผสมกับน้ำ จะทำให้มีการคายความร้อนออกมาปริมาณน้อยกว่าประเภทธรรมดา และมีความทนทานต่อความเป็นด่างระดับนึง เหมาะสำหรับการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น การทำ เชื่อนเก็บน้ำ กำแพงกันดิน สะพานท่าเรือ ตอม่อ ฐานราก หรือกำแพงกั้นดิน เป็นต้น

3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดแข็งตัวเร็ว หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทสาม

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทนี้จะมีความละเอียดที่มาก ส่งผมให้เกิดการแข็งตัว และรับแรงได้เร็วกว่าปูนซีเมนต์ประเภทที่หนึ่ง จึงเป็นที่นิยมในการนำไปใช้งานที่ต้องการความรวดเร็ว เร่งด่วน และคล่องตัว เช่น งานก่อสร้างพื้นสำเร็จรูป งานเสาเข็ม เป็นต้น

4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดเกิดความร้อนต่ำ หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทสี่

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทนี้เหมาะกับงานที่ต้องการคุมทั้งความร้อน และปริมาณที่เกิดขึ้นให้ได้น้อยที่สุด เพราะในขณะที่ปูนกำลังแข็งตัว ไม่มีความร้อนมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดรอยแตกร้าว ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายระหว่างการทำงาน หรือเกิดปัญหาในอนาคต เหมาะสำหรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนกันน้ำ เพราะสามารถทนทานต่อการแตกร้าวจากความร้อนได้มาก

5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดต้านทานซัลเฟตได้สูง หรือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทห้า

เหมาะกับการใช้งานก่อสร้างที่ต้องสัมผัสกับบริเวณที่มีด่างสูง เช่น ดิน หรือ ทะเล เพราะมีคุณสมบัติในการต้านทานต่อสารที่เป็นด่างได้ดี ระยะเวลาในการแข็งตัวของปูนซีเมนต์ประเภทนี้จะมีความช้าที่สุด

6. ปูนซีเมนต์ผสม หรือ ปูนซีเมนต์ซิลิก้า 

เป็นปูนซีเมนต์ที่เกิดมาจากการนำเอา ทราย หรือ หินปูน มาบดให้ละเอียดแล้วนำไปผสมเข้ากับ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ในอัตราส่วน 1:4 จึงทำให้แข็งตัวช้า เหมาะกับงาน ปูนก่อ ปูนฉาบ ปูนตกแต่ง หรือ งานโครงสร้างขนาดเล็กที่ไม่ต้องรับแรงมาก หรือ โครงสร้างทั่วๆไป

7. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดสีขาว 

เป็นปูนซีเมนต์ที่เหมาะกับการใช้ในงานตกแต่ง เนื้อปูนเป็นสีขาว จึงทำให้สามารถผสมสีเข้าไปได้ เพื่อความสวยงาม แต่เนื้อปูนมีการแข็งตัวที่ค่อนข้างช้า


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

โครงหลังคาเหล็ก โครงหลังคาสำเร็จรูป กับข้อแตกต่างบางประการ

โครงหลังคาเหล็ก หรือ โครงหลังคาสำเร็จรูป เป็นโครงหลังคาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถรองรับการมุงหลังคาวัสดุต่างๆ ได้ทุกประเภท แต่มีข้อแตกต่างบางประการ ไม่ว่าจะเป็น คุณสมบัติ ขั้นตอนการทำงานของช่างที่หน้างาน รวมถึงข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา

โครงหลังคาเหล็ก กับ โครงหลังคาสำเร็จรูป ต่างกันอย่างไร

โครงสร้างหลังคาเหล็ก 

ประกอบจากเหล็กรูปพรรณที่มีหน้าตัดต่างๆ ตามที่วิศวกรออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น เหล็กกล่อง และเหล็กรูปตัวซี เหล็กรูปพรรณ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าเหล็กรูปพรรณต่างๆ ขนาดความยาวเหล็ก ที่ขายตามร้านทั่วไป จะอยู่ที่ 6 เมตรเพื่อให้ขนส่งได้สะดวก หากต้องการความยาวมากกว่านี้ก็สามารถสั่งพิเศษได้ แต่มีข้อควรคำนึงคือเรื่องคุณภาพเหล็ก ควรเลือกเหล็กที่ได้มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า “เหล็กเต็ม” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรับแรงตามมาตรฐาน

การติดตั้งโครงหลังคาเหล็ก จะเป็นลักษณะการติดตั้งที่หน้างานทั้งหมด สามารถตอบโจทย์รูปทรงหลังคาได้ค่อนข้างอิสระ เหมาะกับบ้านทุกสไตล์ เพราะคุณสมบัติเรื่องความยืดหยุ่น ดัดโค้งได้ และระยะของโครงสร้างเหล็ก ที่ยื่นได้ไกล ตามความสามารถของเหล็กที่คำนวณไว้ ทำให้สามารถรองรับหลังคาทรงเหลี่ยม ทรงโค้ง รวมถึงรูปแบบหลังคาที่หวือหวาท้าทาย ได้ตามต้องการ ที่สำคัญควรให้วิศวกรโครงสร้าง ที่มีใบประกอบวิชาชีพเป็นคนออกแบบ และคำนวณโครงหลังคาเหล็กให้ เพื่อความมีมาตรฐาน และความปลอดภัย รวมถึงต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีประสบการณ์ ในการติดตั้ง ด้วยการเชื่อมเหล็กตามวิธีมาตรฐาน

โครงสร้างหลังคาสำเร็จรูป

โครงหลังคาสำเร็จรูป หรือเรียกกันติดปากว่า “โครงหลังคากัลวาไนซ์” เป็นโครงหลังคาที่ผลิตจากเหล็กที่มีกำลังดึงสูง และผ่านการเคลือบผิวป้องกันสนิม ด้วยอะลูมิเนียมซิงค์ หรือแมกนีเซียมซิงค์ มีราคาสูงกว่าโครงหลังคาเหล็ก สามารถสั่งทำพิเศษ ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ได้ เช่น สำหรับใช้ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเล หรือบริเวณที่มีกรดเกลือสูง เป็นต้น โครงหลังคาสำเร็จรูปจะถูกผลิต และตัดขนาดแต่ละท่อนจากโรงงาน ให้ตรงตามแบบพอดี ก่อนที่จะก่อสร้างที่หน้างานจริง แล้วจึงนำมาประกอบที่หน้างานก่อสร้างโดยช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

การติดตั้งโครงหลังคาสำเร็จรูป ด้วยความที่โครงหลังคาสำเร็จรูป มีลักษณะเป็นโครงถัก (โครง Truss) ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของ เหล็กกัลวาไนซ์หลายๆ ท่อน ซึ่งไม่สามารถทำระยะยื่นชายคาได้มากนัก ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรงหลังคา จึงเหมาะกับหลังคาที่มีรูปทรง ที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป (ไม่เหมาะกับรูปทรงหลังคา ที่หวือหวา หรือโฉบเฉี่ยว) เช่น หลังคาทรงจั่ว ทรงปั้นหยา ฯลฯ อีกทั้งงานออกแบบโครงหลังคาสำเร็จรูป จะต้องอาศัยวิศวกรที่มีความรู้เฉพาะ และต้องใช้บริการจากผู้ผลิตเฉพาะรายเท่านั้น ด้วยการติดตั้งโดยการยิงตะปูเกลียว


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ส่วนประกอบโครงหลังคา เพื่อความเข้าใจมากขึ้น จะได้สื่อสารกับช่างได้ถูกต้อง

บ้านของเรานั้นมีส่วนต่างๆมากมาย สำหรับใครที่กำลังจะปรับปรุงบ้าน หรือกำลังสร้างบ้านใหม่ อาจจะมึนงงกับอุปกรณ์ หรือวัสดุก่อสร้างต่างๆ ถ้าเรากังวลว่าช่างจะโกง หรือกลัวว่าสร้างไปแล้วเกินงบที่ตั้งไว้ไปมากนั้น เราอาจจะต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถคุยกับช่างได้อย่างเข้าใจมากขึ้น สำหรับบ้านของเรานั้นสิ่งที่สำคัญส่วนหนึ่งเลย คือหลังคาบ้าน ที่เป็นเหมือนสิ่งที่ค่อยปกป้องบ้านของเรา ซึ่งหลังคาบ้านนั้น มีส่วนประกอบหลากหลายชิ้นพอสมควร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ส่วนประกอบโครงหลังคา ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อความเข้าใจมากขึ้น จะได้คุยกับผู้รับเหมา หรือช่างซ่อมหลังคาได้ถูกต้องและเข้าในไปในทางเดียวกัน

ส่วนประกอบโครงหลังคา ได้แก่

1.ระแนง หรือ แป 

ระแนง (Batten) ทำหน้าที่ในการรองรับกระเบื้องขนาดเล็กในสมัยก่อน เช่น กระเบื้องหลังคา บ้านทรงไทย แต่ในปัจจุบัน ระแนงจะเปลี่ยนมาใช้เป็นเหล็กกล่องขนาด 25x25x1.6 มม. หรือ 50x50x1.6 มม. เพื่อให้มีความแข็งแรง แบกรับน้ำหนักกระเบื้องได้ดี

แป (Purlin) ทำหน้าที่ในการรองรับกระเบื้องขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักไม่มาก โดยจะใช้เป็นไม้ยางในสมัยก่อน ปัจจุบันจะนิยมใช้แปเหล็กตัวซี หรือ เหล็กกล่องมาใช้ เพื่อความแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบแปที่เป็นเหล็กเคลือบกัลวาไนซ์ เพื่อป้องกันสนิม และไม่ต้องทาสีซ้ำ

2. จันทัน

จันทัน หรือ Rafter เป็นส่วนโครงสร้างที่รับน้ำหนักจากแป โดยจันทันจะวางพาดระหว่างอเสเพื่อถ่ายน้ำหนักที่จันทันรับให้แก่ อเส โดยควรจะพิจารณาหน้าตัดของจันทันจากพื้นที่รับหลังคา และน้ำหนักของกระเบื้องที่จะนำมาใช้

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ จันทันพราง และจันทันเอก 

        1.1จันทันเอก ทำหน้าที่ รองรับน้ำหนักหลังคาจากแป และ วางพาด อเส ที่หัวเสา 

        1.2จันทันพราง ทำหน้าที่ รองรับน้ำหนักจากระแนงหรือแป และ วางพาดอยู่บนอกไก่และอเสในระหว่างช่วงเสา

3. ตะเข้สัน หรือ ตะเข้ราง

ตะเข้สัน Hip Rafter หรือ ตะเข้ราง Valley Rafter เปรียบเสมือนเป็นจันทันเอกที่วางอยู่ 4 มุมของหลังคา(ทรงปั้นหยา) โดยตะเข้สันหรือตะเข้รางจะต้องมีขนาดหน้าตัดความสูงเท่าจันทัน เพราะจันทันทุกตัวจะวิ่งมาเกาะกับตะเข้สัน หรือ ตะเข้ราง

4. อกไก่

อกไก่ หรือ Ridge เสมือนคานอยู่บริเวณส่วนกลางของหลังคา (ทรงจั่ว หรือ ทรงปั้นหยา) ทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักจากจันทันทุกตัวทั้ง 2 ด้าน 

5. ดั้ง

ดั้ง หรือ King Post คือเสาที่เสริมขึ้นมาเพื่อรองรับอกไก่ทดแทนเสาจริงของอาคาร 

6. ขื่อ

ขื่อ หรือ Tie Beam หรือเรียกว่า สะพายรับตั้ง ซึ่งขื่อจะทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักลงมาสู่เสาอาคารต่อไป เนื่องจากอกไก่ที่ไม่ได้วางอยู่ในตำแหน่งที่มีเสามารองรับ จึงอาศัยดั้งเข้ามารับแทน และถ่ายน้ำหนักไปยังคานที่เข้ามาแบกดั้งอีกที่หนึ่ง คานที่แบกรับดั้งนี้จึงเรียกว่า ขื่อ นั่นเอง 

7. ค้ำยัน 

ค้ำยัน ทำหน้าที่ ช่วยยึดไม้รับท้องจันทันและช่วยถ่ายน้ำหนักมาที่ขื่ออีกทีหนึ่ง

8. ดั้งโท

        ดั้งโท ทำหน้าที่เป็นดั้งรองรับไม้ท้องจันทัน แล้วถ่ายน้ำหนักบางส่วนมาที่ขื่ออีกที่หนึ่ง

9. ขื่อดัด 

ขื่อดัด ทำหน้าที่ รองรับไม้ท้องจันทันโดยยึดติดกับค้ำยันและจันทันเอก

10.อเส

อเส หรือ Stud Beam คือคานชั้นบนสุดของอาคาร ทำหน้าที่ยึดปลายเสาตอนบนเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นและถ่ายน้ำหนักโครงหลังคาสู่เสา เปรียบเสมือนคานรัดรอบตัวอาคาร และเป็นคานแบกรับน้ำหนักจากจันทันแต่ละตัวด้วย

11.เชิงชาย ทับเชิงชาย ทับปั้นลม ปิดกันนก ปั้นลม 

เชิงชาย หรือ Eaves เป็นส่วนที่เข้ามาเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับตัวบ้านโดยจะปิดปลายชายคาของจันทันทุกตัว และรวมไปถึงปิดกันไม่ให้นกเข้ามาอาศัยอยู่ใต้หลังคาของเราได้ 


พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

กฎหมายระยะร่น และที่เว้นว่าง เพื่อไม่ให้การสร้างบ้านผิดกฎหมาย

ระยะร่นอาคาร และที่เว้นว่าง ถือเป็นกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับการสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง หรือการต่อเติมบ้าน โดยกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 55 ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งประกาศใช้ในปี 2543 กำหนดให้มีระยะร่นอาคาร และที่เว้นว่างเมื่อก่อสร้าง หรือต่อเติมอาคารไว้อย่างชัดเจน เจ้าของบ้านจึงต้องศึกษา กฎหมายระยะร่น ให้ดี เพื่อไม่ให้การสร้างบ้านผิดกฎหมาย และได้รับบทลงโทษ

ระยะร่น และที่เว้นว่างทำไมถึงสำคัญ?

เพื่อความปลอดภัยด้านอัคคีภัย กฎหมายระยะร่นอาคารนั้นมีความสำคัญมากเมื่อเกิดอัคคีภัย เพราะระยะที่เว้นจากถนนจะช่วยให้ขับรถดับเพลิงเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น และที่เว้นว่างรอบอาคารยังทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถดับเพลิงได้จากรอบด้าน และยังลดโอกาสที่ไฟจะลุกลามไปยังอาคารที่อยู่ใกล้เคียงกันอีกด้วย

เพื่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย เมื่ออาคารแต่ละหลังอยู่ไม่ติดกันจนเกินไป ก็จะช่วยป้องกันการรบกวนกันระหว่างผู้ใช้ได้ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสียง แสง กลิ่น และความเป็นส่วนตัว รวมถึงสัตว์รบกวนก็จะเดินทางระหว่างอาคารได้ยากขึ้น และการมีช่องว่างระหว่างอาคารยังช่วยทำให้อากาศถ่ายเทกว่าการสร้างอาคารโดนไม่คำนึงถึงที่เว้นว่าง

เพื่อการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคาร เมื่อที่เว้นว่างของอาคารมีเพียงพอ การก่อสร้าง ซ่อมแซม หรือต่อเดิมอาคารก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางนั่งร้าน ติดตั้งรางระบายน้ำ การฉาบปูน หรือทาสีบ้าน เพื่อให้การก่อสร้างยังอยู่ในเขตที่ดินของตัวเอง โดยไม่รบกวนหรือรุกล้ำไปยังเขตที่ดินข้างเคียง

ระยะร่น คือ ระยะห่างที่วัดจากตำแหน่งบนทางสาธารณะจนถึงแนวอาคาร ซึ่งมีทั้งการวัดจากเขตถนนและวัดจุดกึ่งกลางถนน โดยระยะร่นบ้านเดี่ยว ตึกแถว และอาคารสำนักงาน ก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทอาคารและขนาดของถนน ซึ่งระยะร่นจะต้องเป็นพื้นที่ว่างจากถนนจนถึงอาคาร โดยไม่สนใจแนวเขตที่ดินที่จะสร้างอาคารนั้น

ส่วนที่เว้นว่าง คือ ระยะห่างที่วัดจากแนวเขตที่ดินจนถึงแนวอาคารทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดที่เว้นว่างไว้ทั้งอาคารเดี่ยวและอาคารชุดที่เรียงติดกัน ดังนั้น ที่เว้นว่างกับระยะร่นบ้านจึงมีความแตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดตามกฎกระทรวงฯ ที่สรุปเฉพาะหัวข้อที่จำเป็นต้องทราบ ดังนี้

กฎหมายระยะร่น และที่เว้นว่าง

ข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะร่น

กรณีอาคารสูงไม่เกิน 2 ชั้นหรือ 8 เมตร (ข้อ 41 วรรค 1)

  • หากถนนกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ต้องมีระยะร่นจากจุดกึ่งกลางถนนอย่างน้อย 3 เมตร

กรณีอาคารสูงเกิน 2 ชั้นหรือ 8 เมตร หรือเป็นอาคารชุด (ข้อ 41 วรรค 2)

  • หากถนนกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ต้องมีระยะร่นจากจุดกึ่งกลางถนนอย่างน้อย 6 เมตร
  • หากถนนกว้างตั้งแต่ 10-20 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตถนนอย่างน้อย 1 ใน 10 ของความกว้างถนน
  • หากถนนกว้างเกิน 20 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตถนนอย่างน้อย 2 เมตร

กรณีอาคารอยู่ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ (ข้อ 42)

  • หากแหล่งน้ำกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 3 เมตร
  • หากแหล่งน้ำกว้างตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 6 เมตร
  • หากเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น บึง ทะเลสาบ หรือทะเล ต้องมีระยะร่นจากเขตแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 12 เมตร

กรณีการสร้างรั้ว (ข้อ 47)

  • รั้วหรือกำแพงที่สร้างติดกับเขตถนน และมีระยะร่นรั้วจากเขตถนนน้อยกว่าความสูงของรั้ว ให้ก่อสร้างรั้วได้สูงไม่เกิน 3 เมตร โดยวัดจากระดับทางเท้าหรือถนน

ข้อกำหนดเกี่ยวกับที่เว้นว่าง

พื้นที่ว่างภายนอกอาคาร (ข้อ 33)

  • กรณีที่อยู่อาศัย ต้องมีที่ว่างภายนอกอาคารไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ชั้นที่กว้างที่สุด
  • กรณีไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ต้องมีที่ว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ชั้นที่กว้างที่สุด

หมายเหตุ กรณีห้องแถวหรือตึกแถวที่ทำตามข้อ 34 และข้อ 41 แล้วไม่ต้องทำตามข้อ 33 อีก

กรณีห้องแถวหรือตึกแถว (ข้อ 34)

  • หากอาคารสูงไม่เกิน 3 ชั้นและไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับถนนสาธารณะ ต้องมีที่เว้นว่างหน้าอาคารอย่างน้อย 6 เมตร
  • หากอาคารสูงเกิน 3 ชั้นและไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับถนนสาธารณะ ต้องมีที่เว้นว่างหน้าอาคารอย่างน้อย 12 เมตร
  • ต้องมีที่เว้นว่างหลังอาคารอย่างน้อย 3 เมตร
  • ทุก ๆ 10 คูหาหรือความยาว 40 เมตร ต้องมีที่เว้นว่างอย่างน้อย 4 เมตร และเป็นช่องตลอดความลึกของที่ดิน

กรณีบ้านแถวที่ใช้อยู่อาศัย (ข้อ 36)

  • บ้านแถวต้องมีที่เว้นว่างด้านหน้าอาคารอย่างน้อย 3 เมตร ด้านหลังอาคารอย่างน้อย 2 เมตร
  • ทุก ๆ 10 คูหาหรือความยาว 40 เมตร ต้องมีที่เว้นว่างอย่างน้อย 4 เมตร และเป็นช่องตลอดความลึกของที่ดิน

กรณีบ้านแฝด (ข้อ 37)

  • ต้องมีที่เว้นว่างด้านหน้าอาคารอย่างน้อย 3 เมตร
  • ต้องมีที่เว้นว่างด้านหลังและด้านข้างอาคารอย่างน้อย 2 เมตร

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com