construction phuket

ก่อสร้าง ภูเก็ต

Archives 2022

เลือกห้องครัว มีอะไรที่ต้องคำนึงบ้าง

เลือกห้องครัว มีอะไรที่ต้องคำนึงบ้าง เพื่อให้ได้ห้องครัวที่ดี เหมาะสม สะดวกต่อการใช้งาน และรูปแบบที่โดนใจ

เลือกห้องครัว

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการสร้างห้องครัว รูปแบบของครัว ลักษณะห้องครัว และตำแหน่งที่เหมาะสม

รูปแบบของครัว

-แบบดั้งเดิม
นี่เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในหมู่หลาย ๆ คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับเจ้าของบ้านซึ่งกําหนดโดยลักษณะดั้งเดิมของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิหลังของครอบครัว ภูมิหลังของประเทศ

-แบบร่วมสมัย
ห้องครัวสไตล์นี้มุ่งเน้นไปที่การใช้งานเป็นหลัก โดยได้รับอิทธิพลอย่างมาก จากยุคสมัยใหม่ ความเรียบง่ายเป็นกุญแจสําคัญ และความทันสมัยในความหมายของคําว่า “ร่วมสมัย” ซึ่งหมายถึงความทันสมัยของเวลา และเป็นตัวบ่งชี้ความนิยมของสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้น หากเราเป็นคนที่ติดตามเทรนด์ เราจะเห็นอาหารยอดนิยมในยุคนั้น ตามความต้องการของเราเอง

-ผสมผสาน
ความแตกต่างระหว่างครัวแบบดั้งเดิม และครัวผสมนั้น แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่นี่คือการผสมผสาน ระหว่างความร่วมสมัย และแบบดั้งเดิม ห้องครัวสไตล์นี้คล้ายกับครัวแบบดั้งเดิม แต่ทําให้ง่ายต่อการทํางาน ซึ่งทําให้เป็นทางเลือกที่ดี สําหรับเจ้าของบ้านที่ไม่พร้อม ที่จะเปลี่ยนห้องครัวของตัวเอง ให้กลายเป็นห้องครัวที่ทันสมัยอย่างสมบูรณ์

 

ลักษณะห้องครัว

แบบตัว I (I-Shaped Kitchen)
เป็นห้องครัวที่ตั้งอยู่ติดกับกําแพง อีกด้านหนึ่งควรเปิดโล่งเป็นทางเดิน ซึ่งควรมีความกว้าง 90 ซม. ขึ้นไปเพื่อให้มีพื้นที่ครัวที่สะดวกสบาย ในขณะที่เคาน์เตอร์ครัวควรลึก 60 ซม. จัดวางสิ่งของให้หยิบใช้ง่ายเหมาะกับพื้นที่แคบอย่าง ห้องครัวในอาคารอพาร์ตเมนต์ หรือห้องครัวที่คุณปรุงอาหารของคุณไม่บ่อยนัก และหากยังมีพื้นที่เพียงพอคุณสามารถนําโต๊ะรับประทานอาหารขนาดเล็กมาใช้เพื่อประหยัดพื้นที่ในบ้าน

-แบบตัว L (L-Shaped Kitchen)
ครัวสวยอีกประเภทหนึ่ง ที่หลายบ้านนิยมใช้คือ ครัวแบบ L ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่าเล็กน้อย หรือมีความกว้างอย่างน้อย 2 x 2.5 ม. ใครมีเนื้ออยู่ที่บ้านแต่ไม่ได้ทำอาหารบ่อยนัก ห้องครัวดังกล่าวจะเป็นคําตอบ

-แบบตัว U (U-Shaped Kitchen)
รูปแบบห้องครัว ประเภทที่ได้รับความนิยมอันดับสามคือห้องครัว แบบตัว U ซึ่งใครก็ตามที่ชอบทําอาหารและมีพื้นที่ครัวขนาด 2.5 x 3 เมตรขึ้นไปจะต้องหลงรักห้องครัวประเภทนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากห้องครัวทั้ง 3 ด้านล้อมรอบด้วยเคาน์เตอร์ที่สามารถเก็บสิ่งของ จาน และเครื่องใช้ต่างๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับทําอาหารมากเพียงพอ สามารถตกแต่งห้องครัวให้ดูเหมือนห้องครัวในฝันของคุณได้สบาย

-แบบเกาะกลาง (Island Kitchen)
ห้องครัวแบบเกาะกลาง ถือเป็นห้องครัวที่สวยงาม ที่หลายคนใฝ่ฝัน มักจะเห็นในนิตยสารห้องครัวที่สวยงาม หรือห้องครัวกลางแจ้งที่มีพื้นที่กว้าง ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ก้สามารถใช้พื้นที่ สำหรับรับประทานอาหารได้ โดยไม่ต้องใช้เวลามากในการเตรียมโต๊ะอาหาร หรือบ้านบางหลังสามารถใช้เป็นบาร์สำหรับจิบเครื่องดื่ม

 

ตำแหน่งห้องครัว
นี่เป็นคําถามที่ต้องเลือกขนาดของพื้นที่ในบ้านไม่ว่าจะเป็นห้องครัวแบบเปิดหรือห้องครัวแบบปิด ควรอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง สามารถรวบรวมแสงและลมได้ดี เพราะห้องครัวเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอาหาร คราบน้ำมัน เศษอาหาร เมื่อปรุงอาหารแต่ละมื้อ หากคุณเลือกสถานที่ที่ไม่ดี พื้นที่จะอับชื้น ส่งผลให้กลิ่นอาหารในบ้านซึมซาบเข้ามา และยังเป็นแหล่งของเชื้อโรค แบคทีเรีย และข้อมูลในการเลือกตำแหน่งครัวที่เหมาะสมกับบ้าน ซึ่งเป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ สําหรับผู้ที่ต้องการตกแต่ง เพิ่ม และขยาย สร้างห้องครัวขอแค่พูด

พบกับ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ที่ดี่ม ที่กิน ร้านนั่งชิว กิจกรรมพบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

เลือกสีห้องนอน ให้ถูกใจช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย

เลือกสีห้องนอน ให้ถูกใจช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เหมาะสําหรับการพักผ่อนหลังจากเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตประจําวัน โดยเพราะสีโทนเย็นจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เพราะสีเป็นตัวกําหนดอารมณ์ของแต่ละห้องได้เป็นอย่างดี

เลือกสีห้องนอน

สีฟ้า
ในทางวิทยาศาสตร์เมื่อคุณเห็นสีฟ้า ร่างกายจะหลั่งเมลาโทนิซึ่งทําให้เกิดการผ่อนคลาย. ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่สีฟ้าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสําหรับห้องนอน แนวคิดการทาห้องสีฟ้า นอกเหนือจากการใช้สีฟ้าเพียงสีเดียวทั้งห้องแล้ว เรายังสามารถเลือกทาสีสไตล์ Shadow ซึ่งจําแนกเฉดสีจากสีฟ้าอ่อนเป็นสีน้ำเงินเข้ม และการเลือกสีตามกฎ 60:30:10 จะช่วยให้ห้องของคุณดูมีสไตล์และสวยงาม

สีขาว และสีเบจ
สีขาว และสีเบจ ไม่ว่าจะใช้ห้องไหนก็จะอยู่รอดได้ โดยเฉพาะห้องนอน หากคุณกําลังมองหาสีขาวที่สวยงามที่ไม่ขาวเกินไป และสีเบจที่ถูกใจสายตาที่เป็นการผ่อนคลาย

สีเขียว
ตัวแทนของธรรมชาติ สื่อถึงความเป็นธรรมชาติ ส่งผลต่อความอุ่นใจ มันเป็นสีของการเติบโตที่ทรงพลัง สีของความเจริญรุ่งเรืองด้านสุขภาพการเริ่มต้นใหม่โชคและความมั่งคั่งมักใช้เป็นสีเพื่อดึงดูดกระแสการเงินในชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่โทนสีเขียวที่เข้ากับห้องนอน แนะนําว่าให้ใช้โทนสีเขียวที่ไม่สดจนเกินไป เช่นสีเขียวอ่อนสีเขียวมิ้นต์สีเขียวพาสเทลหรืออาจเลือกสีเขียวที่มีสีเทาผสม นอกเหนือจากการออกแบบปรับปรุงห้องนอนในสองเฉดสีที่มีความเขียวขจีแล้วยังน่าสนใจไม่แพ้กัน

สีชมพู
เป็นอีกหนึ่งเฉดสีที่เหมาะกับห้องนอนช่วยสร้างความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย สําหรับผู้ที่ยังกลัวที่จะใช้เฉดสีชมพูลองซื้อผ้าปูที่นอนสีชมพูอ่อนปลอกหมอนและของประดับตกแต่ง

สิ่งที่ต้องคำนึง
สําหรับผู้ที่กําลังจะสร้างห้องนอนใหม่ ในสไตล์ที่เราชอบ มาดูกันว่าองค์ประกอบใด ที่ควรนํามาพิจารณาเมื่อตกแต่งห้องนอน
-กำหนดสไตล์ สิ่งสําคัญคือการหาตัวอย่าง หรือกําหนดรูปแบบของสีในห้องนอน คือการควบคุมอารมณ์ และโทนสีของห้องนอน รวมถึงการตกแต่งในทิศทางที่ต้องการ
-สี ขอแนะนําให้เลือกประเภทฟิล์มสี ที่ไม่เป็นเงามากเกินไป วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้ห้องสะท้อนแสง ซึ่งจะรบกวนสายตาในช่วงพักผ่อน เช่นสีโทนเย็น ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สีโทนกลาง ที่ช่วยให้รู้สึกสงบ สีโทนร้อน ที่มักระตุ้นเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ความมีเสน่ห์ทางเพศ
-เฟอร์นิเจอร์ สําหรับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เช่นเตียง โต๊ะ เกาอี้ ในห้องนอนต้องเลือกสี และลวดลาย ให้เข้ากับสีของห้องนอนที่คุณเลือก รักษาความกลมกลืนตามสไตล์ที่เราต้องการ
-ชุดเครื่องนอน นอกจากสัมผัสที่สบายแล้ว ต้องทำให้แน่ใจว่า ได้เลือกสีของปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน, ผ้าห่ม ผ้านวม สีสันสดใสที่เข้ากับห้องนอน ไม่ให้โดดเด่นมากเกินไป
-อุปกรณ์ตกแต่ง นอกจากอุปกรณ์เครื่องใช้ ที่ใช้อยู่ในห้องนั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างนึงคือ ของตกแต่งที่มีอยู่ในบ้าน เช่น โคมไฟ แจกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่เราควรใส่ใจเลือก จากความสะดวกในการใช้งาน และอุปกรณ์ตกแต่งห้อง ไม่ควรมากเกินไป เพราะจะช่วยลดความสบายตาในห้องนอน หรือเป็นแหล่งสะสมฝุ่น

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

การออกแบบห้องน้ำ เบื้องต้นให้เหมาะสมกบการใช้งาน

ห้องน้ำในบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เนื่องจากเป็นห้องที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องใช้เป็นประจำ ดังนั้น “การออกแบบห้องน้ำ” จึงควรสะดวกสบาย ถูกสุขอนามัย และเพียงพอต่อการใช้งานของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งจะมีหลักเบื้องต้นในการออกแบบดังนี้

การออกแบบห้องน้ำ

แยกส่วนเปียกและส่วนแห้ง
ส่วนแห้งควรเป็นส่วนที่มีการใช้น้ำน้อย เช่น อ่างล้างหน้า โถปัสสาวะ หรือโถส้วม ส่วนเปียกหรือพื้นที่เปียก คือบริเวณที่ใช้อาบน้ำ เมื่อใช้งานพื้นที่ทั้งหมดจะถูกน้ำ ดังนั้นเราจึงควรแยกทั้งสองส่วน โดยการออกแบบผนังกั้น คุณสามารถใช้ม่านกันน้ำ ฉากกั้นอาบน้ำ หรือตู้อาบน้ำ เพื่อเป็นการแยก ส่วนเปียกและส่วนแห้ง
นอกจากนี้ ข้อดีของการแยกส่วนเปียกและส่วนแห้ง คือ ลดปัญหาการใช้ห้องน้ำพร้อมกันในบ้านที่มีสมาชิกจำนวนมาก เพราะสมาชิกในครอบครัวจะสามารถใช้ห้องน้ำได้พร้อมกัน 2-3 คน โดยแบ่งเป็นแต่ละส่วน

ตำแหน่งของห้องน้ำในบ้าน
ตำแหน่งของห้องน้ำ ควรอยู่ทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแดดจัด จะช่วยให้พื้นแห้งไว และรักษาสุขอนามัยที่ดีได้ง่าย
หน้าต่าง ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะมีหน้าที่ช่วยระบายอากาศให้ห้องน้ำ หน้าต่างแบบไหนเหมาะกับห้องน้ำ? หน้าต่างบานเปิดระบายอากาศได้ดี รวมถึงประตูบานเปิดที่ปิดบังสายตาคนภายนอก ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวเวลาเข้าห้องน้ำ
แต่ถ้าเป็นห้องน้ำที่ออกแบบผิดตั้งแต่แรก หรือเป็นส่วนต่อขยายของบ้าน ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการติดตั้งพัดลมดูดอากาศ เพื่อช่วยระบายอากาศ พัดลมดูดอากาศมีสองประเภท: พัดลมดูดอากาศแบบติดผนัง และพัดลมดูดอากาศติดเพดานในห้องน้ำก็ต้องเลือกพัดลมที่มีขนาดเหมาะสมกับห้องน้ำ

การจัดวางสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ
ควรจัดวางเครื่องสุขภัณฑ์ ตามลำดับความสำคัญในการใช้งาน เช่น วางอ่างล้างหน้าไว้ข้างประตู ถัดมาเป็นโถปัสสาวะหรือโถส้วม ด้านในสุดเป็นห้องอาบน้ำ

อย่าเลือกสุขภัณฑ์จากดีไซน์ที่สวยงามอย่างเดียว
การเลือกสุขภัณฑ์ ไม่ใช่แค่ดีไซน์ที่สวยงาม การออกแบบที่แปลกใหม่ แต่อาจใช้งานจริงได้ยาก ตัวอย่างเช่น อ่างล้างหน้าควรมีบริเวณที่คุณควรก้มตัวเพื่อล้างหน้า เปิดก๊อกน้ำเพื่อไม่ให้น้ำไหลออกจากอ่าง ควรมีรูน้ำล้น หรือแบบโถปัสสาวะชายแบบตั้งพื้น ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้งานที่บ้าน ก็ควรเลือกใช้แบบลอยตัวมากกว่า นอกจากนี้ การเลือกใช้สุขภัณฑ์แบบประหยัดน้ำ ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดเงินให้กับบ้านของคุณเท่านั้น แต่ยังดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ระวังเรื่องไฟฟ้า
แม้ว่าเราทุกคนจะรู้ว่า ไฟฟ้าและน้ำไม่ควรอยู่ใกล้กัน แต่สำหรับบางกิจกรรม เช่น การใช้เครื่องเป่าผม หรือเครื่องโกนหนวดไฟฟ้าในบ้านบางหลัง ไปทำธุระในห้องน้ำ ดังนั้น ปลั๊กไฟสามารถติดตั้งในที่แห้งและสูงพอที่จะทำให้น้ำกระเซ็นโดนได้ยาก หรือเพื่อความปลอดภัย ควรมีหน้ากากกันน้ำที่ปลั๊กไฟ นอกจากนี้สำหรับคนที่ต้องแต่งหน้าในห้องน้ำ ลองเพิ่มแสงสีขาวที่หน้ากระจกเพื่อช่วยให้แสงจริงไม่หลอกตา

และนี้คือ หลักการเบื้องต้น สำหรับการออกแบบห้องน้ำ เพื่อให้ถูกสุขอนามัย และสะดวกต่อการใช้งาน แต่ยังมีหลักการออกแบบตามหลักฮวงจุ้ย ที่หลายคนให้ความสนใจ

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

งานก่อสร้าง ความหมาย ประเภท และการแบ่งงานก่อสร้าง

งานก่อสร้าง ความหมาย ประเภท และการแบ่งงานก่อสร้าง

งานก่อสร้าง ความหมาย ประเภท และการแบ่งงานก่อสร้าง โดยการก่อสร้าง หมายถึง กระบวนการซึ่งจัดขึ้นเพื่อประกอบโครงสร้างพื้นฐานหรือการติดตั้ง เพื่อให้เกิดสร้างอาคาร บ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภค ซึ่งประกอบด้วย งานไม้ งานคอนกรีต งานปูนก่อฉาบ งานเหล็ก ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของการใช้โดยมนุษย์

งานก่อสร้าง

 แบ่งได้ทั่วไป 4 ประเภท
 

  1. อาคารที่พักอาศัย เช่น บ้านเดี่ยวและคอนโด
  2. อาคารพาณิชย์ เช่น สำนักงานหรือคลังสินค้า
  3. โรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานหรือโรงงานผลิตขนาดใหญ่
  4. โครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน สนามบิน หรือระบบท่อระบายน้ำ

การจัดประเภทโครงการด้วยวิธีนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงหน้าที่ของสิ่งอำนวยความสะดวกตลอดจนเทคนิคและอุปกรณ์ที่อาจจำเป็นสำหรับการก่อสร้าง การก่อสร้างประเภทหลักเหล่านี้ครอบคลุมโครงการส่วนใหญ่ และบริษัทและผู้รับเหมาจำนวนมากมีความเชี่ยวชาญในการทำงานเฉพาะด้าน

การก่อสร้างประเภทอื่นๆ

แม้ว่าการจัดประเภทตามประเภทอาคารจะมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเป้าหมายสูงสุดของโครงการ แต่ระบบการจัดประเภทอื่นๆ จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อกำหนดทางกฎหมายและความเสี่ยงในการก่อสร้างมากขึ้น มีวิธีทั่วไปอื่น ๆ อีกหลายวิธีในการจำแนกประเภทการก่อสร้างประเภทต่างๆ รวมถึง:
เจ้าของโครงการ
ทนไฟ
การครอบครองอาคาร

เรามีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดประเภทที่แตกต่างกันทั้งหมดด้านล่างนี้

เจ้าของโครงการ
บางทีวิธีที่สำคัญที่สุดในการจัดหมวดหมู่การก่อสร้างขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นเจ้าของโครงการหรือทรัพย์สิน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? เนื่องจากกฎหมายของรัฐและรัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับว่าใครเป็นเจ้าของโครงการเมื่อเป็นเรื่องสัญญา การชำระเงิน และจำนวนความเสี่ยงที่ผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์จะดำเนินการในโครงการ

กฎหมายไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานที่ที่คุณทำงานอยู่ และไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรืองานโยธา แต่จะกำหนดข้อกำหนดตามว่าใครเป็นเจ้าของโครงการ เพียงแค่ดูกฎหมายการชำระเงินที่รวดเร็ว สิทธิของช่างเครื่อง และสิทธิการเรียกร้องพันธบัตร และกฎหมายอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสิทธิ์ของผู้รับเหมาในการจ่ายเงินสำหรับงาน

โดยทั่วไป โครงการก่อสร้างจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน แต่จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้
โครงการที่อยู่อาศัยของเอกชนเกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยแบบครอบครัวเดี่ยวหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่อยู่อาศัยที่มีหลายยูนิต

โครงการเชิงพาณิชย์ของเอกชน ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ตึกระฟ้า ศูนย์การค้า สนามกีฬา โรงพยาบาล โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเอกชน

โครงการก่อสร้างของรัฐเป็นโครงการที่ได้รับทุนจากรัฐบาลซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของโดยรัฐบาลกลาง ซึ่งอาจรวมถึงโรงเรียนของรัฐ อาคารราชการ ทางหลวง หรือสะพาน

โครงการก่อสร้างของรัฐบาลกลางเป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งเป็นเจ้าของโดยรัฐบาลกลาง เช่นเดียวกับโครงการของรัฐ งานก่อสร้างจริงมักจะอยู่ในอาคารราชการและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

 

หมวดหมู่เหล่านี้กำหนดโดยผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ดำเนินโครงการก่อสร้าง นี่เป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินจะกำหนดประเภทของผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ด้านความปลอดภัยในการชำระเงินในงาน

ในโครงการส่วนตัว ภาระผูกพันของช่างจะมอบผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างในทรัพย์สินนั้นเอง หากไม่ได้รับเงินก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายและก่อกวนทรัพย์สินได้ ทำให้เจ้าของขายหรือรีไฟแนนซ์ได้ยากขึ้นจนกว่าจะชำระหนี้ของผู้รับเหมา

ที่ดินสาธารณะ ไม่ว่ารัฐหรือรัฐบาลกลาง ไม่สามารถถูกเรียกร้องสิทธิจากผู้รับเหมาได้ การชำระเงินในโครงการเหล่านี้ค้ำประกันโดยพันธบัตรการชำระเงินของผู้รับเหมาทั่วไป หลักประกันจะเข้าแทนที่ทรัพย์สิน – หากธุรกิจก่อสร้างไม่ได้รับเงิน พวกเขาสามารถยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับผู้ค้ำประกันที่ให้พันธบัตรของ GC ได้

ทนไฟ
อาคารมักจำแนกตามระดับการทนไฟ ซึ่งเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยที่ใช้ในการคำนวณความสามารถของโครงสร้างในการทนไฟ มาตรฐานเหล่านี้มีอยู่ในรหัสการก่อสร้างอาคารและรหัสความปลอดภัยที่จัดทำโดยสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ (NFPA) อัตราการทนไฟสามารถใช้ได้กับวัสดุเฉพาะหรือองค์ประกอบของอาคาร หรือกับอาคารโดยรวมตามวัสดุที่ใช้ การให้คะแนนการทนไฟใช้กับวัสดุก่อสร้างที่มีโครงสร้าง รวมถึงวัสดุที่ใช้กับผนัง เสา คาน คาน โครงถัก และส่วนโค้ง รวมถึงส่วนประกอบพื้น เพดาน และหลังคา ต่อไปนี้เป็นประเภทหลักของอาคารตามระดับการทนไฟ:
ประเภทที่หนึ่ง : ทนไฟ วัสดุก่อสร้างทั้งหมดไม่ติดไฟ ทนไฟได้ 3-4 ชั่วโมง การก่อสร้างประเภทนี้มักพบในอาคารสูง โครงการเชิงพาณิชย์ และโรงพยาบาล
ประเภทที่สอง : ไม่ติดไฟ วัสดุก่อสร้างทุกชนิดไม่ติดไฟ ทนไฟได้ 1-2 ชั่วโมง การก่อสร้างนี้ใช้ในอาคารสำนักงานขนาดกลาง โรงแรม และโรงเรียน
ประเภทที่สาม : สามัญ โครงสร้างทั่วไปมีความทนทานต่อไฟ 0-2 ชั่วโมง ผนังภายนอกสร้างขึ้นจากวัสดุที่ไม่ติดไฟ เช่น อิฐ ในขณะที่องค์ประกอบโครงสร้างภายในอาจติดไฟได้ มักพบในโกดังและบ้านพักอาศัยบางแห่ง
ประเภทที่สี่ : ไม้หนา การก่อสร้างไม้หนักต้องใช้ผนังภายนอกที่ไม่ติดไฟ โดยสามารถทนไฟได้ 2 ชั่วโมง โดยภายในทำจากไม้จริงหรือไม้ลามิเนตโดยไม่มีพื้นที่ปิดบัง มักใช้ในโบสถ์ อาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก และโกดัง
ประเภทที่ห้า: โครงไม้ อาคารที่มีโครงไม้มีผนัง พื้น และหลังคาที่ทำจากไม้ ทำให้ทนไฟได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย การก่อสร้างประเภทนี้พบได้ทั่วไปในบ้านที่อยู่อาศัย

 

การครอบครองอาคาร
โครงการก่อสร้างมักถูกจัดประเภทตามการครอบครอง ซึ่งหมายถึงทั้งการใช้งานและจำนวนคนที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองสิ่งอำนวยความสะดวก
ในขณะที่เขตอำนาจศาลท้องถิ่นกำหนดรหัสอาคารของตนเอง พวกเขามักจะเลือกใช้ชุดรหัสมาตรฐานที่ยอมรับ ที่พบมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาคือ The International Building Code (IBC) ซึ่งมีการจำแนกประเภทกว้าง ๆ 10 สำหรับอาคาร:
 

ส่วนรวม (Group A): สิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้คนมารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ รวมถึงโบสถ์ ร้านอาหาร โรงละคร สนามกีฬา ฯลฯ
ธุรกิจ (กลุ่ม B): สิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ (ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ขายปลีก) รวมถึงอาคารราชการ มหาวิทยาลัย ร้านทำผม สำนักงานแพทย์ ธนาคาร ฯลฯ
การศึกษา (กลุ่ม E): สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการศึกษาของเยาวชน รวมถึงโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ฯลฯ
โรงงาน (กลุ่ม F): สิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาสำหรับการผลิต การประกอบ การประดิษฐ์ หรือการซ่อมแซมสินค้า รวมถึงช่างทำตู้ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ โรงงานกระดาษ ช่างยนต์ ฯลฯ
ความเป็นอันตรายสูง (กลุ่ม H): สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการผลิตหรือการจัดเก็บวัสดุที่ติดไฟได้หรือเป็นพิษ เช่น ดอกไม้ไฟ วัตถุระเบิด ของเหลวที่ติดไฟได้ เป็นต้น
สถาบัน (กลุ่ม I): สิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้โดยสารต้องการความช่วยเหลือทางกายภาพหรือถูกกักขัง รวมถึงสถานพยาบาล โรงพยาบาล เรือนจำ ฯลฯ
การค้า (กลุ่ม M): สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับจัดแสดงหรือขายปลีกสินค้า ได้แก่ ร้านขายของชำ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา สถานีบริการน้ำมัน ฯลฯ
ที่อยู่อาศัย (กลุ่ม R): สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการพักค้างคืน รวมถึงบ้าน อาคารอพาร์ตเมนต์ โรงแรม โมเต็ล ฯลฯ
การจัดเก็บ (กลุ่ม S): สิ่งอำนวยความสะดวกที่เก็บสิ่งของที่ไม่เป็นอันตราย รวมโกดัง โรงจอดรถ ฯลฯ
ยูทิลิตี้และเบ็ดเตล็ด (กลุ่ม U): สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการใช้งานอื่นที่ไม่รวมอยู่ในหมวดหมู่อื่น รวมถึงหอเก็บน้ำ โรงจอดรถ โรงนา โรงเรือน เพิง ฯลฯ

พบกับ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ที่ดี่ม ที่กิน ร้านนั่งชิว กิจกรรมพบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

เหล็กสำหรับก่อสร้าง มีทั้งหมดกี่รูปแบบ ใช้สำหรับงานใดบ้าง

เหล็กสำหรับก่อสร้าง

เหล็กสำหรับก่อสร้าง มีทั้งหมดกี่รูปแบบ ใช้สำหรับงานใดบ้าง เหล็กเป็นโลหะผสมของธาตุเหล็ก โดยมีสารเติมแต่งอื่นๆ เช่น คาร์บอน แมงกานีส และอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งถูกมนุษย์นำไปใช้ในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในการก่อสร้าง เหล็กมีหลายประเภทและมีคุณสมบัติแตกต่างกันซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก: “เหล็กหล่อ” และ “เหล็กกล้า”

เหล็กสำหรับก่อสร้าง

เหล็กหล่อ (Cast Iron)
เหล็กเป็นรูปแบบหนึ่งของการทําให้เป็นแร่เหล็กผสมกับองค์ประกอบอื่น ๆ และหล่อในรูปแบบต่าง ๆ มีคุณสมบัติทั้งที่เป็นของแข็งและเปราะ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในรูปแบบอื่น มันแบ่งออกเป็นหลายประเภทเช่นเหล็กหล่อสีขาว เหล็กหล่อสีเทา เหล็กหล่ออ่อน ฯลฯ

เหล็กกล้า (Steel)
เป็นเหล็กที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติมากกว่าเหล็กหล่อที่จะใช้ในสองประเภทคือ “เหล็กกล้าคาร์บอน” และ “โลหะผสมเหล็ก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมและการก่อสร้างต่างๆ
เหล็กยอดนิยมสําหรับใช้ในอุตสาหกรรมมีสามประเภทหลัก: “เหล็กเส้นคอนกรีต”, “เหล็กหล่อ” และ “ลวดเหล็ก”

เหล็กเส้นคอนกรีต (Reinforced concrete หรือ Ferro concrete)
คอนกรีตคอนกรีตเป็นเหล็กเส้นที่ใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยปกติจะเป็นเหล็กประเภทเส้นหรือประเภทตะแกรงชนิดหนึ่ง ฝังในลักษณะที่เหล็กและคอนกรีตเข้าด้วยกันสามารถทนต่อแรงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในคอนกรีตสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก:“เหล็กเส้นกลม” (Round Bar) และ “เหล็กข้ออ้อย” (Deformed Bar)

เหล็กเส้นกลม (Round Bar)
เหล็กเส้นกลมเป็นเหล็กเส้นที่มีพื้นที่หน้าตัดในรูปของรูปทรงกลม มีพื้นผิวเรียบตาม มอก. 20-2527 ทําจากเหล็กแท่ง บาน หรือเหล็กหล่อ (แท่งโลหะ) พร้อมกระบวนการรีดร้อนโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปล่วงหน้า
เหล็กเส้นกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6, 9, 12, 15, 19, 22, 25, 28 และ 34 มม. มีความยาว 10 หรือ 12 เมตร
สําหรับโลหะ, การค้าเหล็กกระจายเหล็กเส้นกลมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ. มันแตกต่างกันในเส้นผ่าศูนย์กลางจาก 6 ถึง 25 มม. และมีความยาว 10 เมตร

เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar)
เหล็กอ้อยเป็นเหล็กเส้นที่มีรูปร่างเป็นวงกลมที่มีพื้นที่หน้าตัดประกอบด้วยซี่โครงขวางหรือซี่โครงตามยาวที่พื้นผิวเพื่อเสริมสร้างพันธะระหว่างเหล็กเส้นและคอนกรีต
มีขนาด 10, 12, 16, 20, 22, 25, 28 และ 32 มม. ยาว 10 และ 12 เมตร และ 3 ชั้นคุณภาพ: SD 30, SD 40 และ SD 50

เหล็กรูปพรรณ (Structural Steel)
เหล็กรูปพรรณเป็นเหล็กซึ่งผ่านกระบวนการในรูปทรงต่าง ๆ เพื่ออํานวยความสะดวกในการใช้งานซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามลักษณะเหล็กตั้งต้น: โลหะแผ่น จะเป็นกลุ่มกระบวนการขึ้นรูปโลหะแผ่น  (Sheet Metal Forming Process) โลหะแบบก้อน (Bulk MetalForming Process) จะเป็นกระบวนการขึ้นรูปโลหะก้อน

พบกับ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ที่ดี่ม ที่กิน ร้านนั่งชิว กิจกรรมพบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

โครงสร้างพื้น ระบบพื้น มีอะไรบ้าง

โครงสร้างพื้น

โครงสร้างพื้น ระบบพื้น นั้นมีด้วยกันหลากหลายแบบ แล้วแบ่งเป็นอย่างไรบ้าง มีประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย กันอย่างไรบ้าง

โครงสร้างพื้น ระบบพื้น มีอะไรบ้าง

แม้โครงสร้างพื้นนั้นจะสามารถทำได้หลากหลายแบบ แต่แบ่งใหญ่ได้เพียง 3แบบ คือโครงสร้างไม้ โครงสร้างเหล็ก และโครงสร้างคอนกรีต แล้วแต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างไร

-โครงสร้างไม้
เป็นโครงสร้างแบบเก่า ที่ใช้ไม้ในการก่อสร้างทั้งหมด ที่งตัวโครงและพื้น จะเห็นได้ในบ้านโบราณที่ยกพื้นสูง แต่ไม่ได้รับนิยมอีกต่อไป เนื่องจากการรับน้ำหนักได้น้อย ดูแลรักษาที่ทำได้ยาก มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และอายุการใช้ง่ายคอนข้างสั้นเมื่อการดูแลรักษาไม่ดีพอ

-โครงสร้างเหล็ก
โครงสร้างเหล็กมีความคล้ายคลึง กับโครงสร้าางไม้ แต่โครงส้รางเหล็กมีความทนทานและแข็งแรงมากกว่า โดยทั่วจะไปจะแบ่งเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ก่อนนำมาต่อกัน เช่น เสา คาน และตง การทำพื้นแบบที่ง่ายที่สุดของโครงสร้างเหล็ก คือ
การปูพื้นบนโครงสร้างโดยตรง บนตง และคานเหล็ก เหมื่อนกับบ้านโครงสร้างไม้ แล้วจึงปูแผ่นพื้นไม้จริงลงไป หรือสมาร์ทบอร์ด 
การปูบนพื้นสำเร็จ หลังวางโครงสร้างเหล็ก ก็ปิดด้วยวัสดุสำเร็จอีกชั้น ก่อนจะปูพื้นด้วยวัสดุปิดผิวประเภทอื่นเช่น ไม่ว่าจะเป็น กระเบื้องเซรามิก กระเบื้องยาง ไม้ลามิเนต หรือพรม เช่น พื้นสมาร์ทบอร์ด ที่สามารถติดตั้งได้เร็ว ติดตั้งวัสดุปิดผิวต่อได้ทันที แต่รับน้ำหนักได้น้อยกว่า พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป จะทำได้ช้ากว้าหลังจากวางแผนพื้นแล้วต้องแทปูนและเสริมเหล็กอีก1ชั้นก่อน และต้องเวลาให้โครงสร้างแห้ง ก่อนจะปูนวัสดุปิดผิวได้ แต่โครงสร้างพื้นลักษณะนี้จะรับน้ำหนักได้มาก 
แต่โครงสร้างเหล็ก ยังไม่เป็นที่นิยมในไทยเท่าไร จะพบมากในโครงการขนาดใหญ่ เพราะช่างโครงสร้างเหล็กในเมืองไทยยังมีไม่มากนัก แต่ระยะเวลาในการสร้างที่สั้นกว่า และราคาในการก่อสร้างที่น้อยกว่า จะทำให้โครงสร้างลักษณะนี้ได้รับความนิยมในที่สุด

 

-โครงสร้างคอนกรีต
โครงสร้างปูน นั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือโครงสร้างที่วางบนคาน และโครงสร้างวางบนดิน และเป็นที่นิยมในไทย จะพบเห็นได้ในบ้านทั่วไป และโครงการขนาดใหญ่ที่ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว
โครงสร้างวางบนคาน นั้นจะสามารมารถรับน้ำหนักได้ดีกว่า เพราะน้ำหนักทั้งหมดจะถ่ายแทลงมาที่คานก่อน ซึ่งน้ำหนักที่รับได้ก็ขึ้นอยู่กับคานที่ได้ออกแบบเอาไว้ โดยแบ่งลักษณะการกระจ่ายน้ำหนักลงคานได้เป็น2แบบคือ กระจายน้ำหนักไปในทิศทางเดียว และกระจายน้ำหนัก 2ทิศทาง
โครงสร้างวางบนดิน เป็นโครงสร้างที่รับน้ำหนักได้น้อยกว่า และต้องมีการเตรียมพื้นดิน เพื่อให้ตัวพื้นสามารถรับน้ำหนักได้มากที่สุด เพราะไม่มีโครงสร้างคานที่จะคอยรับนี้หนักแทน พื้นลักษณะนี้จึงเหมาะกับพื้นที่ ที่รับน้ำหนักไม่มาก

จากทั้งหมดนั้นเป็นเพียงบางส่วน เพราะยังมีพื้นสำหรับโซนเปียก พื้นที่ต้องรับน้ำหนักมากเป็นพิเศษ หรืออื่นๆขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของบ้าน หรืออาคาร

พบกับ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ที่ดี่ม ที่กิน ร้านนั่งชิว กิจกรรมพบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

เสาบ้าน มีกี่ประเภท และมีความสำคัญอย่างไรต่อโครงสร้างบ้าน

เสาบ้าน มีกี่ประเภท

เสาบ้าน มีกี่ประเภท และมีความสำคัญอย่างไรต่อโครงสร้างบ้าน เมื่อเสานั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวบ้านที่ต้องรับน้ำหนักของบ้านทั้งหลัง เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นที่เสา นั้นอาจจะทำให้โครงสร้างทั้งหมดถล่มลงมาได้ โดยเฉพาะภัยธรรมชาติที่จะทำให้โครงสร้างต้องรับน้ำหนักมากขึ้น หรือมีแรงเขามากระทำกับโครงสร้างอย่างผิดปกติ เช่นแผ่นดินไหว นั้นจึงเป็นเหตุให้ผู้ออกแบบต้องคำนวนขนาดเสา ให้เหมาะสมกับโครงสร้างทั้งหมด

เสาบ้าน มีกี่ประเภท

เสาไม้
เป็นที่รู้กันว่า เมื่องไทยในสมัยก่อน ยังมีทรัพยากรณ์ธรรมชาติอย่างไม้มาก เช่นไม้ตะเคียน, ไม้ชิงชัน, ไม้เต็ง, ไม้ประดู่, ไม้แดง, ไม้เกลือ ทำให้ได้รับความนิยมเพราะมีราคาถูก 
ข้อเสีย ทุกวันนี้ไม้มีราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และการดูแลรักษาเสาไม้ก็มีค่าใช้จ่ายที่แพง
ข้อควรระวัง อายุการใช้งานอาจจะสั้นกว่าเสาประเภทอื่นมากถ้าการดูแลรักษาไม่ดีพอ จึงเห็นได้ว่าเสาไม่ได้รับความนิยมน้อยลง

เสาปูนหรือเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก
เสาปูนหรือเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ภายในจะมีส่วนประกอบหลักคือ ปูนซีเมนต์ หิน กรวดหรือทราย น้ำ และเหล็ก ทำให้มีคุณสมบัติในการรับแรงอัดและแรงดึงได้ดี ทำให้เสาคอนกรีตเสริมเหล็กได้รับความนิยมอย่างมาก สาเหตุมาจากเรามีสถาปนิกและวิศวกรที่มีความชำนาญในการออกแบบและช่างก่อสร้างเองก็ถนัดงานด้านคอนกรีต ทำให้ขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยค่าของและค่าแรงไม่สูงเมื่อเที่ยบกับเสาประเภทอื่นๆแล้วถือว่าถูกกว่า และให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรง 
ข้อเสีย ก็คือต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่าเสาแบบอื่นๆ เพราะต้องรอให้คอนกรีตมีการเซ็ทตัวเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูง แม้ปัจจุบันจะมีการพัฒนาคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีส่วนผสม และการผลิตที่ดีมากขึ้น แต่ก็ยังต้องอาศัยความชำนาญในการเทคอนกรีต รวมทั้งความรอบคอบของช่างที่ควบคุมงานก่อสร้าง 
ข้อควรระวัง ของการใช้โครงสร้าง คอนกรีตเสริมเหล็กอีกอย่างก็คือ การผูกเหล็กและทาบเหล็ก ต้องให้ถูกต้องและตรงตามมาตรฐาน มีระยะของคอนกรีตที่หุ้มเหล็กเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดสนิมในเหล็กของเสาและคาน ต้องทำให้ได้ระดับทั้งแนวนอนและแนวดิ่ง พร้อมถอดไม้แบบออกเมื่อบ่มครบระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้คอนกรีตที่แข็งแรงมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้สูงสุด

เสาเหล็ก
เสาเหล็กมี2ประเภทคือ เสาเหล็กรูปพรรณ กับเสาโครงข้อแข็ง เหล็กที่นิยมนำมาใช้สำหรับทำเป็นโครงสร้างบ้าน จะต้องเป็นเหล็กรูปพรรณ ที่ในสมัยก่อนจำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ จึงทำให้ราคาต้นทุนสูง แต่ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตเหล็กรูปพรรณได้เอง จึงทำให้เห็นว่า ตามโครงการต่างๆเริ่มใช้เหล็กเป็นโครงสร้างมากขึ้น 
ข้อดีของการใช้เหล็ก เพราะเหล็กรูปพรรณนั้น ถูกผลิตขึ้นมาจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งผ่านการควบคุมมาตรฐาน การผลิตมาอย่างดี สามารถสั่งผลิตชิ้นส่วนจากโรงงาน ได้ตามต้องการ เมื่อมาถึงหน้างาน ก็ประกอบด้วยการเชื่อม หรือใช้สกูลเท่านั้น จึงทำให้ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างน้อยกว่า โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ลดเวลาและค่าใช้จ่ายอื่นๆได้ นอกจากนั้นแล้ว การออกแบบโครงสร้างที่รับน้ำหนักเท่ากัน ตัวโครงสร้างเหล็กจะมีขนาดเล็กและบางกว่าโครงสร้างแบบอื่นๆ จึงทำให้น้ำหนักโดยรวมจะเบาลง และสามารถลดขนาดของฐานรากอาคารให้มีขนาดเล็กกว่าและประหยัดกว่า แต่โครงสร้างเหล็กเรามักจะพบได้ในตึกสูงเสียส่วนใหญ่ ไม่นิยมนำมาใช้เป็นโครงสร้างบ้าน 
ข้อเสีย ช่างฝีมือที่มีความชำนาญ ในการใช้โครงสร้างเหล็กมีน้อย ด้วยคุณสมบัติของเหล็กที่ไม่ทนไฟ และการกัดกร่อน ในการใช้งานจึงต้องทำการป้องกัน ด้วยการทาสีกันสนิม หุ้มวัสดุทนไฟ และต้องมีผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบโครงสร้างเหล็กอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้พอสมควร เมื่อเทียบกับราคาก่อสร้างแล้ว มีความเป็นไปได้ว่า จะสูงกว่าการใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเล็กน้อย

พบกับ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ที่ดี่ม ที่กิน ร้านนั่งชิว กิจกรรมดีๆ ข่าวสารในภูเก็ต ได้ที่ www.phuket-traveltips.com

 

ก่อผนัง ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนที่ช่างจะลงมีทำงาน

ก่อผนัง ต้องรู้อะไรบ้าง

ก่อผนัง ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนที่ช่างจะลงมีทำงาน เพราะผนังเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับบ้านแต่ละหลัง ไม่ว่าจะเป็นการกันแดด กันฝน กันเสียงและ ปกป้องจากอันตรายต่างๆ ให้กับทุกคนในครอบครัว

ก่อผนัง ต้องรู้อะไรบ้าง

ตรวจวัสดุก่อนเริ่มงาน
ได้แก่ อิฐมอญ (อิฐแดง), อิฐบล็อค (บล็อกคอนกรีต), อิฐมวลเบา, และอิฐมวลเบาเทียม ปูนซีเมนต์สำหรับงานก่อว่าช่างใช้ปูนถูกชนิด ทรายที่นำมาใช้ จะต้องเป็นทราบหยาบ ที่เป็นทรายน้ำจืด ไม่มีเศษไม้ วัสดุ หรือ สารเคมีเจือปน ส่วนการผสมปูน ต้องให้ตรงกำหนดอัตราส่วน และวิธีตามที่ระบุหลังถุงปูน

นำอิฐแช่น้ำก่อนก่อ 1 ชั่วโมง
การแช่อิฐในน้ําคือการดูดน้ําจนเต็ม เวลาของการก่อตัวไม่ดูดน้ำมากเกินไปจากปูน นี่เป็นเพราะถ้าอิฐไม่ได้แช่อยู่ในน้ําก่อนที่จะดูดซับน้ำจากปูน ปูนจะแห้งเร็วและปูนจะแข็งตัวเร็วเกินไปจนกว่าปูนจะแตก

ต้องก่อสลับแนว
การสลับของการก่อตัวเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนัง หากมีรอยแตกเกิดขึ้นจะมีบริเวณแนวตั้งสั้น ๆ ที่ไม่เชิงเส้นเกิดขึ้น อีกประการหนึ่งคือ การก่อสลับจะทําให้ผนังไม่เสียรูป

ความหนาปูนไม่ควรหนาเกิน 1.5 เซนติเมตร
ในกรณีของอิฐมอญและอิฐบล็อก ชั้นปูนไม่ควรหนาเกิน 1.5 เซนติเมตรเพราะจะทําให้พื้นผิวของปูนเสียไป และยังทําให้เกิดการทรุดตัวมากเกินความจําเป็น เมื่อชั้นปูนเริ่มแห้ง (นี่คือการทุดตัวตามปกติไม่เป็นอันตราย) และมันจะทําให้ผนังเอียงได้อีกด้วย

เสาเอ็นและคานทับหลัง
เสาเอ็นและคานทับหลัง ควรมีทุกความกว้าง 2.5 เมตรและสูง 1.5 เมตรเพื่อกระจายน้ําหนักของอิฐ และป้องกันไม่ให้ผนังพังลงมา ความกว้างของเสาเส้นเอ็น และคานทับหลัง ควรมีความกว้างอย่างน้อย 15 เซนติเมตรและเท่ากับความหนาของอิฐ รวมถึง
-เสาเอ็นที่วงกบประตูและหน้าต่าง หลุมเจาะทั้งหมดควรถูกล้อมกรอบด้วยเสาเอ็นและคานทับหลัง เพื่อช่วยกรอบประตูหรือกรอบหน้าต่าง ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาจากการเปิดและปิด สิ่งนี้จะช่วยกระจายแรงกับผนังอิฐ และอย่าลืมติดลวดตะแกรงกรงไก่ที่มุมวงกบ เพื่อช่วยกระจายแรงจากปูนฉาบด้วย
-เสาเอ็นที่มุมกำแพง เช่นเดียวกับเสาเอ็นที่แทรกอยู่ระหว่างผนัง เสาเอ็นทําหน้าที่เป็นกรอบให้ผนัง เราไม่ควรก่ออิฐเป็นมุมโดยไม่มีเสาเนื่องจากแนวอิฐไม่มีกรอบที่จะยึดไว้และอาจส่งผลต่อความแข็งแรงในระยะยาว

ใส่เหล็กหนวดกุ้งทุกระยะ
ในการก่ออิฐกับเสา ถ้าต้องการใช้กําแพงอิฐที่แข็งแกร่ง เราใช้วิธีการใส่การเสริมแรงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มม. ลงในเสาคอนกรีตที่มีความยาวยื่นออกมาอย่างน้อย 40 เซนติเมตรเพื่อให้ผนังอิฐยังคงแข็งแรงเพื่อไม่ให้หลุดออกจากแนวของเสาและไม่ล้มลง

ฉีดน้ำผนังก่อก่อนฉาบ
ก่อนฉาบแต่ละครั้ง ให้รดน้ำผนังอิฐให้ทั่ว เพื่อให้อิฐไม่ดูดน้ำออกจากปูนเร็วเกินไป สิ่งนี้จะทําให้เกิดการแยกตัวในงานฉาบ และเป็นเหตุให้เกิดการแตกลายงาตามมา

ใช้เครื่องเพื่อผสมปูนฉาบ
แม้ว่าการใช้จอบแบบดั้งเดิมสามารถผสมปูนได้เช่นกัน แต่พื้นผิวของปูนจะเข้ากันได้ดีกว่า หากเราใช้เครื่องช่วยผสมเช่น สว่านไฟฟ้าที่มีใบกวน หรือเครื่องผสม เนื่องจากการตีปูนด้วยเครื่องมือเหล่านี้ จะทําให้ปูนเข้ากันได้มากกว่าการผสมด้วยมือ ซึ่งจะช่วยให้ปูนทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บ่มผนังหลังฉาบ
ทุกวันต้องฉีดน้ำใส่ผนัง เพื่อเป็นการบ่มผนัง ไม่ให้เกิดการแตกร้าว ที่ในภาษาช่างเขาเรียก “เลี้ยงน้ำ” เป็นเวลาประมาณ 3-7 วัน

พบกับ สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ที่ดี่ม ที่กิน ร้านนั่งชิว กิจกรรมดีๆ ข่าวสารในภูเก็ต ได้ที่ www.phuket-traveltips.com

ผนัง2ชั้น ดีอย่างไร และมีลักษณะอย่างไร

ผนัง2ชั้น

ด้วยอากาศที่ร้อนแรงของประเทศไทย ทำให้ผู้ที่ต้องการจะสร้างบ้านใหม่ เป็นต้องคิดหนักว่า การสร้าง ผนัง2ชั้น จะลดความร้อนได้แค่ไหน แล้วจะคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่ จะลดค่าไฟจากการเปิดแอร์ได้แค่ไหน

ผนัง2ชั้น

ลดความร้อนได้อย่างไร?
โดยปกติเมื่อสร้างบ้าน เรามักจะสร้างกําแพงอิฐชั้นเดียว ซึ่งเพียงพอ แต่อาจไม่เพียงพอสําหรับสภาพอากาศในประเทศไทย โดยมีอุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี ตามสรุปสภาพอากาศทั่วไป ของสํานักอุตุนิยมวิทยา ซึ่งบ่งชี้ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของปีที่แล้ว เกือบจะสูงกว่าปกติตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน และในปีนี้ อุณหภูมิจะสูงกว่าปีที่แล้ว 1 ถึง 2 องศา ดังนั้น อิฐอีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นอีกชั้นหนึ่ง ที่ช่วยลดความร้อนในบ้านของคุณ เพราะความร้อนจากภายนอก จะไม่ถึงผนังด้านใน นอกจากนี้ หากมีการเพิ่มแผ่นฉนวน แผ่นฉนวนจะถูกเพิ่มเข้าไป ไม่ให้ความร้อนผ่านได้ เมื่อไม่ร้อน การใช้เครื่องปรับอากาศ ก็จะลดลง เช่นกัน ค่าไฟฟ้าก็จะลดลง เช่นกัน

ก่ออย่างไร
วิธีการก่ออิฐ เป็นเรื่องง่าย ที่จะทําเพียงแค่มีผู้ผลิตผนังแรก ตามขอบด้านนอกของเสา แล้วปล่อยให้มีระยะห่างประมาณ 5 เซนติเมตร หรือให้ความรู้กับขอบของเสาด้านใน จะมีช่องว่างเพียงพอระหว่างอิฐ ช่องว่างระหว่างชั้นอิฐ เป็นส่วนสําคัญในการป้องกันความร้อน จากผนังด้านนอก ไม่ให้เข้าสู่ผนังด้านใน โดยเฉพาะผนังด้านข้าง ที่สัมผัสกับแสงแดดร้อน เช่นทิศตะวันตก และทิศใต้ และผนังควรได้รับการออกแบบ ให้มีช่องระบายอากาศเพื่อให้อากาศร้อนสะสม ระหว่างช่องว่างถูกถ่ายโอน จะช่วยป้องกันความร้อนได้สูงสุด

กําแพงอิฐสองชั้น มีข้อดีที่มีประโยชน์ แต่ต้องใช้วัสดุ และงานก่อสร้างมากขึ้น ทางเลือกของการก่ออิฐสองชั้น ต้องการเพียงตัวเลือกที่จําเป็น เช่นการเลือกก่ออิฐสองชั้น สําหรับผนังด้านนอกทางทิศตะวันตกของบ้าน ทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ เนื่องจากจะได้รับแสงแดดร้อนตลอดทั้งวัน ทิศเหนือและทิศตะวันออกไม่ค่อยมีแดดจัด ชั้นเดียวก็เพียงพอแล้ว

ผนังของบ้านไม่จําเป็นต้องเป็นสองชั้น ถ้าในบางห้องพวกเขาไม่ต้องการความสวยงาม ในการออกแบบ หรือการตัดเสียงรบกวน

ข้อดี
ป้องกันร้อน : กําแพงอิฐสองชั้นเป็นเกราะป้องกันบ้านจากดวงอาทิตย์ที่แผดเผาตลอดทั้งวัน แสงแดดอันอบอุ่นส่องส่องตรงบนผนังด้านนอก ส่วนด้านในของผนังไม่ได้รับความร้อนโดยตรง ดังนั้นจึงสามารถป้องกันความร้อนจากแสงแดดซึ่งมีอุณหภูมิแตกต่างกันมากประมาณ 5 องศา

ป้องกันเสียง : ผนังสองชั้นป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกและเหมาะสําหรับบ้านที่อยู่ติดกับถนน ผู้สัญจรไปมาจํานวนมากเดินผ่านหรือเลือกให้เป็นอาคารสองชั้นเฉพาะในห้องที่ต้องการการป้องกันเสียงรบกวนเป็นพิเศษ เช่น ห้องดูภาพยนตร์ ห้องบันทึกเสียง เป็นต้น ห้องนอน ฯลฯ

ผนังสวยงาม : ในแง่ของการออกแบบกําแพงอิฐสองชั้นยังปิดมุมของเสาในบ้านเนื่องจากเสามักจะมีขนาดประมาณ 20-30 เซนติเมตร การก่อสร้างผนังอิฐ 2 ชั้นสามารถสร้างได้ทั้งสองด้านของเสาช่วยให้ผนังเรียบสะอาด

ลดค่าไฟ : เมื่อบ้านเย็นขึ้น การทำงานของเครื่องปรับอากาศ ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำงานน้อยลง

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com

ผนังมีกี่แบบอะไรบ้าง มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง มาเลือกผนังที่ใช่ ในแบบที่ตอบโจทย์

ผนังมีกี่แบบอะไรบ้าง

กําลังมองหาผนังที่เหมาะสําหรับการใช้งานหรือไม่? วันนี้มีผนังหลายประเภท แต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ใช้ในสถานที่ต่างกัน แล้วจะมีผนังแบบไหนเหมาะสม สําหรับรูปแบบของการตกแต่งบ้านของคุณ ไปชมกันว่า ผนังมีกี่แบบอะไรบ้าง

ผนังมีกี่แบบอะไรบ้าง

ผนังอิฐ
ผนังก่ออิฐฉาบปูนเป็นวิธีการแบบดั้งเดิมที่ใช้มาเป็นเวลานาน ผนังประเภทนี้มีความแข็งแรงทนทานเจาะหรือติดตั้งได้ดีสามารถแตกหักขยายได้จะไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร นอกจากนี้ยังมีราคาไม่แพง
อย่างไรก็ตามผนังก่ออิฐฉาบปูนใช้เวลานานในการสร้างมากกว่าผนังประเภทอื่น ๆ เนื่องจากสร้างขึ้นบนเส้นคานเท่านั้น มันต้องเป็นช่างก่ออิฐ การฉาบปูนยังคงเติมเต็มผนังซึ่งทําให้โครงสร้างอาคารมีขนาดใหญ่อิฐที่นิยมมากที่สุดคืออิฐมอญ อิฐมวลเบาอิฐสีดําและอิฐสีขาว

ข้อดีของผนังอิฐมอญ

  • แข็งแรงทนทานกว่าและทนทานกว่าอิฐมวลเบา
  • ต่อต้านสภาพอากาศในประเทศไทย
  • ราคาถูกกว่าอิฐมวลเบาและผนังสําเร็จรูป

ข้อเสียของผนังอิฐมอญ

  • สะสมความร้อน วิธีแก้ปัญหาคือการก่ออิฐ 2 ชั้นซึ่งช่วยลดการถ่ายเทความร้อนและทนไฟได้ ดีกว่าอิฐเบาเล็กน้อย แต่ยังเพิ่มต้นทุนด้วย
  • มันเป็นฉนวนกันเสียงประมาณ 20% น้อยกว่าอิฐมวลเบาถ้ามันไม่ใช่การก่ออิฐ 2 ชั้น
  • หากคุณไม่มีประสบการณ์ในการฉาบผนังอิฐประเภทนี้อาจส่งผลให้เกิดรอยแตกร้าวได้
  • การก่อสร้างใช้เวลานานซึ่งจะเพิ่มต้นทุนแรงงาน

ข้อดีของผนังอิฐมวลเบา

  • การดูดซึมน้ําปานกลางน้อยกว่าอิฐมอญ 4 เท่า
  • ไม่เพียง แต่เป็นฉนวนความร้อนเท่านั้น แต่ยังทนไฟได้สูงถึง 1,100 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 4โมง
  • การดูดซับเสียงที่ดีเนื่องจากวัสดุของอิฐมวลเบาช่วยสะท้อนเสียง
  • ช่วยประหยัดต้นทุนโครงสร้างและ การก่อสร้างและ เร็วกว่าการใช้อิฐมอญเนื่องจากอิฐระบายอากาศมีน้ําหนักเบากว่าและ ต้องการงานก่ออิฐน้อยกว่า

ผนังคอนกรีตสำเร็จรูป
คอนกรีตสําเร็จรูปเป็นผนังยอดนิยมในปัจจุบันที่สามารถสร้างเสร็จได้อย่างรวดเร็วเพราะทําให้ง่ายต่อการวางผนังแต่ละด้านเข้าด้วยกันและผนังสําเร็จรูปได้รับการเสริมแรงภายในคอนกรีตดังนั้นจึงแข็งแรงกว่าผนังประเภทอื่น ๆ และยังสามารถกันเสียงได้

แต่ผนังคอนกรีตสําเร็จรูปนี้จะไม่สามารถทุบหรือซ่อมแซมอาคารได้ หากคุณต้องการเจาะรูคุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเนื่องจากผนังนี้จะช่วยรับน้ําหนักของอาคารทําให้ส่วนขยายการขุดเจาะมีผลต่อโครงสร้าง

ข้อดีของผนังสำเร็จรูป

  • มีความแข็งแรงและมีน้ําหนักมากกว่าอิฐทุกประเภทโดยมีพื้นผิวที่มีชิ้นส่วนเหล็กหนา 0.5 มม.
  • การก่อสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากผนังสําเร็จรูปสร้างไว้ล่วงหน้ามีน้ําหนักเบาและใช้แรงงานน้อยกว่า
  • คุณภาพผนังเป็นมาตรฐานเพราะทําจากโรงงานที่มีกระบวนการผลิตมาตรฐาน มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานฝีมือและสภาพอากาศเช่นกําแพงก่ออิฐ
  • ลดมลพิษทางฝุ่นและเสียงระหว่างการก่อสร้าง
  • ลดต้นทุนในการสร้างบ้านหรืออาคารที่มีสไตล์เดียวกัน

ข้อเสียของผนังสำเร็จรูป

  • ต้องเตรียมงานที่ยาวนานและระมัดระวังล่วงหน้าเนื่องจากจําเป็นต้องคํานึงถึงการผลิตการขนส่งและการติดตั้งผนังสําเร็จรูป
  • เก็บความร้อน นั่นเป็นเหตุผลที่บ้านร้อนเมื่อมันกระทบแดนเป็นเวลานาน
  • งานต่อเติมเป็นเรื่องยากเนื่องจากคุณสมบัติความแข็งแรงเสริมมักจะรวมอยู่ในการคํานวณมาตั้งแต่ในโรงงานแล้ว
  • การขยายหรือ แก้ไขต้องปรึกษาวิศวกรที่มีประสบการณ์ และพึ่งพาช่างฝีมือที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มิฉะนั้นปัญหาอาจเกิดขึ้น

ผนังเบา
ผนังด้านสว่างเป็นผนังที่ใช้สําหรับงานตกแต่งภายใน เหมาะสําหรับงานภายในบ้าน โดยเลือกที่จะแยกห้องเฉพาะภายในห้องชุดเพื่อให้คอนโดมิเนียมดําเนินการหรือขยายพื้นที่เพิ่มเติมในอาคารที่พักอาศัย กระบวนการสร้างผนังแสงเริ่มต้นด้วยการก่อสร้างโครงสร้างเช่นเคราไม้โครงเหล็กและกรอบอลูมิเนียมแล้วไม้อัด แผ่นยิปซั่มแผ่นซีเมนต์เส้นใยครอบคลุมกรอบ

ผนังแสงมีราคาไม่แพง ติดตั้งง่ายรื้อถอนได้เร็วและเบากว่าผนังประเภทอื่น ๆ แต่ก็เป็นผนังที่บอบบางและมีความแข็งแรงต่ํา เหมาะสําหรับการแบ่งพื้นที่และไม่ใช่โครงสร้างผนังที่ร้ายแรง ในการเจาะหรือแขวนทีวีคุณต้องทําอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้โดนเฟรมด้านในโปรด

ผนังกระจกใส
มันมีลักษณะโปร่งแสง การตัดแสงประมาณ 8% ซึ่งส่วนใหญ่มีความหนา 12 มิลลิเมตรสามารถใช้ในทุกพื้นที่ของที่อยู่อาศัยไม่ว่าพื้นที่จะเล็กหรือใหญ่เพียงใดก็มักใช้เป็นประตู หน้าต่างเป็นช่องระบายอากาศของพื้นที่ภายในและยังถูกนําไปใช้ในการใช้งานที่หลากหลายเช่นผนังราวบันไดพาร์ทิชันที่แบ่งพื้นที่การใช้งานรวมถึงใช้เป็นวัสดุปูผนังสําหรับตกแต่ง

ประเภทของแก้วใส มีห้าประเภทหลักแต่ละประเภทมีรูปแบบกระบวนการผลิต การใช้งานหลายอย่างรวมถึงกระจกนิรภัย กระจกกึ่งนิรภัยกระจกโฟลตกระจกลามิเนตและกระจกฉนวน

ในการเลือกผนังที่เหมาะสมสําหรับการใช้งานก็ไม่ควรละเลย หากคุณเลือกกําแพงราคาถูก แต่ทําไม่ได้อาจทําให้บ้านเสียหายได้ในภายหลัง ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่จะเลือกผนังที่เหมาะสมสําหรับการใช้งาน

พบกับความรู้เรื่องบ้าน การก่อสร้าง ได้จาก www.construction-phuket.com